posttoday
แนวโน้มลงทุนยังสดใส

แนวโน้มลงทุนยังสดใส

09 มิถุนายน 2553

 

ยอด5เดือนแตะ1.7แสนล้าน

อุตฯเหล็กตั้งท่าปักหลักสงขลา

โพสต์ทูเดย์ — ยอดขอบีโอไอ 5 เดือน ทะลุ 500 โครงการ ลงทุน 1.7 แสนล้าน พ.ค.พุ่งเฉียด 4 หมื่นล้าน

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขา ธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุน 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.พ.ค.) มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 507 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน

ทั้งนี้ เฉพาะเดือน พ.ค. ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 107 โครงการ มีมูลค่า 3.97 หมื่นล้านบาท มากกว่าทุกเดือนที่ผ่านมา

สำหรับอุตสาหกรรมที่ขอรับส่งเสริมมาก ได้แก่ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 139 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8.1 หมื่นล้านบาท กิจการผลิตโลหะ เครื่องจักร ยานยนต์และชิ้นส่วน 105 โครงการ 2.19 หมื่นล้านบาท กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 84 โครงการ 1.83 หมื่นล้านบาท

การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมี 306 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8.62 หมื่นล้านบาท กิจการที่ได้รับความสนใจสูงสุดเป็นกิจการกลุ่มโลหะขั้นมูลฐาน เซรามิก และเหมืองแร่ มีมูลค่าเงินลงทุน 2.45 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 1.89 หมื่นล้านบาท กิจการบริการและสาธารณูปโภค 1.31 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นยังลงทุนมากที่สุด 120 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% รองลงมาคือ นักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีจำนวน 32 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,689 ล้านบาท อันดับสาม นักลงทุนจีน มีจำนวน 12 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 6,473 ล้านบาท ตามด้วยฮ่องกง 11 โครงการ เงินลงทุน 2,693 ล้านบาท และออสเตรเลีย 9 โครงการ มูลค่า 2,091 ล้านบาท เยอรมนี 14 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,463 ล้านบาท เป็นต้น

 

นางอรรชการ กล่าวว่า บีโอไอมีแผนจะเดินทางไปชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ (โรดโชว์) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดจัดงาน “นายกรัฐมนตรีพบนักลงทุน” ในวันที่ 18 มิ.ย. เพื่อชี้แจงให้นักลงทุนเข้าใจถึงทิศทางที่รัฐบาลจะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยจะมีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,300 ราย

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แผนการศึกษาที่ตั้งของโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.ต.ค.นี้ ที่ผ่านมาได้ลงสำรวจพื้นที่เป้าหมาย 2 แห่ง คือ บริเวณ อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี โดยผลตอบรับของประชาชนในพื้นที่สงขลาค่อนข้างดี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ยังไม่มีโครงการพัฒนามากนัก

***ทั้งนี้ การศึกษาแผนตั้งโรงถลุงเหล็กฯได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่บริษัทคอนเซ้าท็แทนต์ออฟเทคโนโลยีหรือ COT เพื่อศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ บริษัท โกลเด้นท์ แพลน ศึกษาการลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึก และ บริษัท อิมเมจ พลัส ดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากมีประสบการณ์จากการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้ว

***“ การศึกษาความเป็นไปได้ที่ไทยจะมีโรงถลุงเหล็กนั้น จะพิจารณาเปรียบเทียบในหลายๆเรื่อง ตอนนี้มีพื้นที่เป้าหมายอยู่ 2 แห่ง ซึ่งยอมรับว่าชุมชนที่สงขลาได้รับการตอบรับดี มีโอกาสพัฒนาได้ แต่ที่จันทบุรี ต้องพิจารณาในประเด็นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีสวนผลไม้เยอะ อาจะมีปัญหาเรื่องผลกระทบได้ โดยข้อสรุปทั้งหมดจะนำมาพิจารณาร่วมกัน และเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนเข้าครม.ต่อไป”นายวิกรมกล่าวนอกจากนี้ สถาบันได้ศึกษาทางเลือกอื่นๆ หากไม่สามารถตั้งโรงถลุงเหล็กในไทยได้ โดยมองศักยภาพของต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ยังให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง เพราะมีผู้สนใจลงทุนมาก จะพยายามทำให้โครงการนี้เกิดให้ได้ในประเทศ แต่ต้องอยู่บนปัจจัยพื้นที่ที่ชุมชนในพื้นที่ยอมรับได้ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องทำความเข้าใจ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน