
สมการคนรวย
จริงอยู่ว่าการที่คนเราจะมีความสุขได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองร่ำรวย แต่ขอให้มีเงินใช้จ่ายอย่างพอเพียงและมีทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตก็มีความสุขได้ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่าถ้าสามารถมีฐานะที่ร่ำรวยขึ้นได้จะไม่ทำตาม เพราะการมีฐานะหรือเงินทองที่เพิ่มขึ้นก็สามารถสร้างทางเลือกและโอกาสให้ชีวิตได้ดีกว่าแน่นอน
จริงอยู่ว่าการที่คนเราจะมีความสุขได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองร่ำรวย แต่ขอให้มีเงินใช้จ่ายอย่างพอเพียงและมีทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตก็มีความสุขได้ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่าถ้าสามารถมีฐานะที่ร่ำรวยขึ้นได้จะไม่ทำตาม เพราะการมีฐานะหรือเงินทองที่เพิ่มขึ้นก็สามารถสร้างทางเลือกและโอกาสให้ชีวิตได้ดีกว่าแน่นอน
คงต้องมาตั้งคำถามกันว่า ทำไมสัดส่วนประชากรของคนรวยถึงมีน้อยมากๆ เป็นเพราะคนเหล่านั้นมีพรสวรรค์พิเศษ หรือโชคดีมีมรดกตกทอดมาอย่างนั้นรึเปล่า ซึ่งความจริงอาจจะมีส่วนบ้างที่บางคนรวยมาแต่กำเนิด แต่ก็มีอีกหลายคนที่สามารถร่ำรวยได้ด้วยตัวเอง มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีระดับโลกหรือของประเทศไทย ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากพื้นฐานที่มีฐานะร่ำรวย
คราวนี้มาดูกันว่าคนรวยเค้ามีแนวทางยังไงที่ส่งตัวเองให้มีเงินทองมากกว่าคนโดยทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เพียงแค่รักษาสถานะตัวเองไม่ให้จนลงก็เหนื่อยแล้ว คนรวยส่วนใหญ่จะดำเนินการตามสมการง่ายๆ 2 สมการนี้
สมการแรก คือ รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย สมการนี้ดูเป็นสมการง่ายๆ ที่ทุกคนแทบจะเคยได้ยิน แต่มีไม่น้อยที่ปฏิบัติตามไม่ได้ เพราะสมการนี้มีหัวใจสำคัญง่ายๆ คือ ถ้าเราอยากมีเงินเก็บ เราต้องกันเงินส่วนนี้ออกมาจากรายได้ก่อน หลังจากนั้นเหลือเท่าไหร่ค่อยนำไปใช้จ่าย และต้องบริหารให้เพียงพอ เราก็จะสามารถมีเงินเก็บเพื่อทำตามเป้าหมายของเราได้ แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเงินออมคือเงินที่เหลือจากการใช้จ่าย ซึ่งด้วยสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีสิ่งหลอกล่อเงินในกระเป๋าเราตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารอร่อยๆ เสื้อผ้าแฟชั่น หรือโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ก็ทำให้เรามีเงินไม่พอกับรายจ่ายเหล่านั้นแล้ว อย่าว่าแต่เหลือเก็บเลย ไม่เป็นหนี้ก็ถือว่าโชคดีแล้วสมัยนี้ แต่คนที่ออมเงินได้ก็อย่าเพิ่งคิดว่านี่ก็เพียงพอให้เรารวยแล้ว เราต้องดูว่าเราสามารถนำเงินนั้นไปสร้างผลตอบแทนได้มากเท่าไหร่มากกว่า
จึงเป็นที่มาของสมการที่สอง คือ เงินออม – เงินฉุกเฉิน = เงินลงทุน สมการนี้สำคัญมากที่จะทำให้คนรวยหรือไม่ เพราะหลายคนพอมีเงินออมก็คิดอยู่อย่างเดียว คือ เอาเงินไปฝากธนาคาร และคิดว่าถ้าฝากต่อไปเรื่อยๆ จะรวย แต่แท้จริงแล้วไม่แน่นอนเสมอไป การฝากเงินอาจจะทำให้เรามีเงินเก็บพออยู่พอกิน แต่ไม่สามารถทำให้เรารวยขึ้นได้ เพราะจากสถิติค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีของอัตราเงินเฟ้อจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 2556 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% แปลว่าทุกๆ ปีข้าวของจะแพงขึ้น 3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถ้าเทียบกับอัตราผลตอบแทนของเงินฝาก ไม่ว่าจะออมทรัพย์หรือฝากประจำอะไรก็ให้ดอกเบี้ยไม่ถึง 3% โดยมีตั้งแต่ 0.52.5% ดังนั้นแปลว่าทุกๆ ปีเงินที่เราเก็บไว้จะมีมูลค่าลดลง เพราะเงินของเราโตไม่เท่าราคาข้าวของที่แพงขึ้น ดังนั้นทำให้เราต้องประหยัดมากขึ้น ทำงานให้หนักขึ้นเพื่อจะไปชนะเงินเฟ้อดังกล่าวได้ ซึ่งหลักการง่ายๆ คือคนรวยมักจะนำเงินออมที่หักเงินใช้จ่ายประจำวันและเงินเผื่อฉุกเฉินแล้ว นำไปลงทุนให้ได้มากกว่า 3% ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการทำธุรกิจ
โดยสรุปถ้าเราอยากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่ารวยขึ้น เรามีขั้นตอนดังนี้
1.กันเงินออมก่อนนำไปใช้จ่าย เพื่อที่จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย และทำให้มีเงินเหลือตามที่ตั้งใจไว้
2.นำเงินออมบางส่วนไปเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายและเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน โดยควรจะเก็บไว้ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูง เพราะเราต้องนำมาใช้จ่าย และถ้ามีเหตุฉุกเฉินไม่ว่าจะมีอุบัติเหตุหรือตกงาน ก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้ได้ เช่น การเก็บไว้ในเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และสามารถขายคืนได้ โดยได้เงินภายในวัน (ทำการ) ถัดไป ซึ่งค่าใช้จ่ายประจำวันเราควรจะมีการเก็บไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนเงินสำรองควรเก็บไว้สัก 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน
3.นำเงินออมที่เหลือจากเงินฉุกเฉินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า 3% สุดท้ายคือเงินก้อนที่เหลือจากค่าใช้จ่ายและเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เราควรหาแนวทางไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า 3% ซึ่งรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงก็ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย อันนี้แล้วแต่เทคนิคในการลงทุนของแต่ละคน
wถ้าทำงานประจำ ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข้อมูลมากนัก และรับความเสี่ยงได้พอสมควร เราควรเอาเงินบางส่วนไปลงทุนในกองทุนผสมซึ่งมีการลงทุนบางส่วนในหุ้น ซึ่งก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
wถ้าทำงานประจำ และรับความเสี่ยงได้มาก เราควรลงทุนในกองทุนหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูง โดยที่เราให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารการลงทุนให้เราแทน น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
wถ้ามีเวลาและรับความเสี่ยงได้มาก เราอาจจะพิจารณาการลงทุนในหุ้นเลย เพราะสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนตามความชอบและจังหวะของเราได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่เราต้องรับได้ด้วย รวมถึงต้องใช้เวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์ให้ดี
ถ้าเรามีทักษะและมีเวลาศึกษาความรู้เพิ่มเติม เราอาจจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวซึ่งสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี และสำหรับบางคนก็มีความสุขในการได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก
สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การที่รู้ว่าคนรวยทำอะไรถึงได้รวย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราอดทนลงมือทำตามแนวทางนั้นอย่างจริงจังและตั้งใจหรือเปล่าต่างหาก







