posttoday
พักฐาน ไม่ใช่พับฐาน

พักฐาน ไม่ใช่พับฐาน

28 ตุลาคม 2557

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดกลางเดือน ต.ค. ที่ 1,519 จุด มาถึง 1,545 จุด

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดกลางเดือน ต.ค. ที่ 1,519 จุด มาถึง 1,545 จุด วานนี้ มองว่ายังอยู่ในกรอบของการรีบาวด์ (กรอบ 1,5201,550 จุด) โอกาสที่จะปรับขึ้นไปเลยจากจุดนี้เชื่อว่ามีจำกัด แต่เรายังมองภาพตลาดหุ้นในปีหน้าสดใส และยังประเมินดัชนีที่เหมาะสมที่ 1,700 จุด และมีโอกาสถึง 2,000 จุด ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นการปรับพักฐานในระยะนี้จึงถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนเลือกทยอยสะสมหุ้นพื้นฐาน หรือเปลี่ยนจากหุ้นเก็งกำไรเป็นหุ้นพื้นฐาน เพราะเชื่อว่าหุ้นที่นำตลาดในปีหน้าน่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่กลางมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก

ในระยะ 12 สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดเงินจะยังผันผวน

เหตุที่เชื่อว่าตลาดหุ้นระยะนี้น่าจะยังไม่รีบไปไหน เพราะตลาดเงินที่ยังไม่นิ่ง นักลงทุนต่างชาติอยากรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 2829 ต.ค.นี้ก่อน ว่าจะมีมติให้ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เดือนละ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่ (หากลด จะหมายถึง QE3 ที่จะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ) และจะส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อใด (ตลาดส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยกลางปีหน้า) การปรับเปลี่ยนทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมากมานานเกือบ 6 ปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ ย่อมส่งผลอย่างมากต่อการปรับทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

นอกจากนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์จะมีการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และวันที่ 6 พ.ย. มีการประชุมของธนาคารยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดมีการคาดหวังว่าจะมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) เพิ่มเติม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในระยะถัดไปย่อมเป็นผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้นและโภคภัณฑ์) เพราะสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่มีอยู่สูง แต่ระยะสั้นค่าเงินบาทอาจอ่อนค่า (ตามค่าเงินยูโร) เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นลบกับตลาดหุ้น

อย่าคาดหวังมากกับเศรษฐกิจในปีนี้

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.ที่ผ่านมากลับมาแผ่วลงเมื่อเทียบกับช่วงที่สถานการณ์การเมืองคลี่คลายใหม่ๆ การจับจ่ายใช้สอยกลับมาหดตัวทั้ง MM และ YY หลักๆ มาจากการบริโภคสินคงทนที่ยังหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 16 ทั้งยอดขายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถเชิงพาณิชย์ เพราะภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง ส่วนการบริโภคสินค้าไม่คงทนยังเห็นการขยายตัวอยู่บ้างในบางประเภท สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังคงปรับตัวลดลง YY ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 17 และลดลง MM ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หลักๆ ยังคงมาจากปริมาณการขายรถยนต์ในประเทศที่ลดลง แต่อัตราการลดลงเริ่มชะลอแล้วในระยะหลัง ทั้งนี้การลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงทั้งที่การเมืองนิ่งแล้ว สอดคล้องกับการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว เพราะหลายอุตสาห กรรมยังมีกำลังการผลิตเหลือ โดยปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 60.3% การลงทุนใหม่ๆ จึงยังไม่เกิด

เศรษฐกิจในระดับรากหญ้าได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในครั้งนี้ เพราะราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดในช่วงที่ผ่านมายังคงตกต่ำ ดังนั้นผลประกอบการในไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่มีฐานลูกค้าเป็นระดับรากหญ้าจะออกมาไม่สวยนักและบางธุรกิจอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว การซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้น่าจะเป็นลักษณะค่อยๆ ทยอยสะสม ธุรกิจดังกล่าว ได้แก่ GLOBAL, ROBINS, BIGC, MC เป็นต้น แม้แต่ CPALL ที่ไตรมาส 3 ปีนี้ไม่ใช่ไตรมาสที่ดีนัก

แต่มองตลาดหุ้นสดใสในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ด้วยเศรษฐกิจในปี 2558 ที่จะฟื้นตัว (แต่ยังไม่เต็มศักยภาพ) เงินเฟ้อที่ยังไม่เป็นแรงกดดัน และสภาพคล่องในตลาดโลกที่มีมาก ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ของเรามองดัชนีสิ้นปี 2558 ที่ 1,700 จุด อิง P/E 15.5 เท่า การเติบโตของกำไร 14% ในปี 2558 (เติบโต 5% ในปีนี้) และหากกำไรยังคงเติบโตในระดับ 1214% คาดว่าน่าจะได้เห็น SET 2,000 จุด ไม่เกินปี 2560

ธุรกิจที่ขยายตัวดีในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มส่งออก แต่การเติบโตของกำไรในปี 2558 จะจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับในประเทศแทบทั้งสิ้น โดยกลุ่มที่คาดว่ากำไรจะเติบโตสูงสุด ได้แก่ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โรงแรม ค้าปลีก โรงพยาบาล ยานยนต์ เป็นต้น สอดคล้องกับ Theme การลงทุนของเราที่เน้น Domestic Plays เป็นหลัก กลุ่มที่แนะนำสำหรับการลงทุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (โรงพยาบาล โรงแรม สายการบินต้นทุนต่ำ) ส่วนกลุ่มที่ไม่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี และมีเดีย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน