
"อาคม" ส่องเศรษฐกิจถ้ารัฐไม่ลงทุนเอกชนไม่เชื่อมั่น
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มไม่สดใสนัก หลังตัวเลขส่งออกช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.ส.ค. 2557) หดตัว 1.36% และการส่งออกทั้งปีอาจขยายตัว 0.51% เท่านั้น ในขณะที่ตัวเลขส่งออกที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปี 2557 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.52% ก็เป็นได้
“ปีนี้ส่งออก 8 เดือนของเราติดลบอยู่ 1% กว่าๆ ดังนั้นการที่ส่งออกปีนี้ทั้งปีจะโต 2% คงยาก และถ้าส่งออกโตไม่ถึง 2% เราก็ต้องปรับตัวเลขจีดีพีใหม่ เพราะส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 70% ของจีดีพี แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจีดีพีปีนี้จะต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม 1.52% หรือไม่ เนื่องจากต้องดูปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ส่วนแรงกระตุ้นในประเทศ ต้องบอกว่าการลงทุนภาครัฐเป็นตัวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้แย่ไปกว่านี้” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
อาคม ระบุว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย กำลังเผชิญกับปัญหาแข่งขันไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสินค้าถูกได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้แรงงานในการผลิต ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ และอีกปัจจัยที่ทำให้การส่งออกของเราต่ำกว่าศักยภาพ คือ การผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกหลายแสนล้านบาทต่อปีมีปัญหาภายใน เช่น โรคกุ้งตายด่วน และไก่สดแช่แข็งที่มีปัญหาส่งออก
“สินค้าเรามีปัญหาเรื่องโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่ว่าการส่งออกของเราไม่ได้มีปัญหาแค่ปีเดียว แต่เป็นมา 2-3 ปีแล้ว อัตราส่งออกเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก เราก็พูดมาเสมอว่า ส่งออกเราต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะถ้าเศรษฐกิจโลกโตระดับนี้ ส่งออกเราจะโตไม่ต่ำกว่า 10% แต่ที่ส่งออกโตต่ำเพราะมันแข่งกับประเทศที่ต้นทุนถูกไม่ได้ จึงต้องปรับไปสู่การสร้างสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือมีการออกแบบที่ดีขึ้น วันนี้ผู้ส่งออกจะหากินแบบเดิมๆ ไม่ได้ ต้องปรับตัวเพราะค่าแรงสูงขึ้น”
สำหรับภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะมีผลต่อกำลังซื้อสินค้าไทย อาคม ระบุว่า ขณะนี้ไม่ใช่ว่าตลาดโลกจะไม่ฟื้น เพียงแต่ฟื้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น อย่างปีนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวชัดเจน แม้ว่าเดือนต่อเดือนต้องคอยลุ้น เพราะบางเดือนจะเห็นดัชนีบางตัวตก ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นแม้ว่าจะฟื้นแล้วแต่ยังไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็ยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญของไทย เช่น พวกสินค้าอาหาร
“ญี่ปุ่นจะฟื้นหรือไม่ฟื้น เขาก็ยังสั่งซื้อสินค้าเราอยู่ เช่น พวกอาหาร คนญี่ปุ่นก็กินไก่ไม่แพ้ยุโรปและสหรัฐ ส่วนสหรัฐฟื้นชัดเจน โดยจะเห็นจากช่วงหลังๆ การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มมาแล้ว แต่ที่น่าห่วง คือ ยุโรป ที่ฟื้นขึ้นมาเล็กน้อยและเสี่ยงที่จะฟุบลงไปอีก เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมได้ คือ หนี้ จึงอยู่ในภาวะเตี้ยอุ้มค่อม สรุปได้ว่าตลาดหลักของไทย 3 ตลาด มีสหรัฐและญี่ปุ่นที่ไปได้ สินค้ากลุ่มอาหารและวัตถุดิบกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะไปได้ เพราะอย่าลืมว่าอาเซียนมีซัพพลายเชนของญี่ปุ่นตั้งอยู่มากที่สุด ไทยและอาเซียนจะพึ่งทั้งสองตลาดนี้ได้”
นอกจากนี้ จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกของไทย เพราะเศรษฐกิจจีนที่จะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัว โดยปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.4% และปีหน้า 7.5% ซึ่งจีนยังคงมีการลงทุนในประเทศต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนมีกำลังเงินสูงมาก และพร้อมจะลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในจีนยังสูงอยู่ ตลอดจนการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีสัดส่วนเกือบ 10% ของมูลค่าการค้า จะยังเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค
“เรื่องเศรษฐกิจโลกแม้ว่าหลายคนจะมองว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะถดถอย แต่โดยพื้นฐานจะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกฟื้น ไอเอ็มเอฟให้ปีนี้ 3.3% ถ้าปีหน้าฟื้นเป็น 3.8% ก็หมายถึงกำลังซื้อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้ามีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะการที่ไอเอ็มเอฟประเมินว่าจะขยายตัว 3.8% จากปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3% แต่ทุกวันนี้เศรษฐกิจทุกประเทศมีปัญหาและต้องการการปฏิรูป เช่น ปัญหาภาระการคลัง ภาระด้านสวัสดิการสังคม ปัญหาโครงสร้างภาษี ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน บางประเทศยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินสะสมได้ อย่างกรีซที่ปวดหัวกับปัญหานี้มา 56 ปีแล้ว และต้องมีการรื้อโครงสร้างเพื่อหารายได้ใหม่
อาคม ประเมินว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3.5-4.5% โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ประมาณ 5.5% แต่การบริโภคอาจโตแค่ 12% เพราะโครงการรถคันแรกและเงินส่วนเพิ่มจากโครงการจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการบริโภคล่วงหน้าหรือนำดีมานด์ในอนาคตมาใช้ ส่งผลให้ในปีนี้และปีหน้าการบริโภคจึงต่ำกว่าค่าปกติที่ขยายตัวในระดับ 34%
ด้านปัจจัยบวกเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือ การลงทุนภาครัฐ โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 3.6 แสนล้านบาท น่าจะเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งได้แก่การแจกเงินข้าว 4 หมื่นล้านบาท ลงทุนซ่อมสร้าง 2.3 หมื่นล้านบาท และโครงการลงทุนที่จัดซื้อจัดจ้างเสร็จแล้ว และช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ ส่วนปีหน้าการลงทุนรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง รถไฟฟ้า 4 สาย คือ ส้ม ชมพู เหลือง เขียว ซึ่งจะประมูลและเริ่มก่อสร้างในปีนี้หรือต้นปี 2558 และกระตุ้นให้เอกชนเชื่อมั่น
“เม็ดเงินลงทุนของรัฐ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ และขยายท่าเรือมีความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น รัฐต้องลงก่อน ถ้าไม่ลงทุนเอกชนก็ไม่เชื่อมั่น อย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงยังไม่ทันเสร็จคอนโดเต็มแล้ว แค่เริ่มอนุมัติเอกชนก็เริ่มโครงการแล้ว ดังนั้นถ้าโครงการพวกนี้เริ่มได้ บริษัทก่อสร้างก็ซื้อปูนเพิ่มขึ้น ซื้อเหล็ก และเกิดการจ้างงาน ซึ่งผมมั่นใจว่าปีหน้าการลงทุนภาครัฐจะแรงและเร็ว อีกอย่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่เป็นคอขวดมาโดยตลอดก็ทำเสียที”
อาคม ยังบอกว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปีหน้าคาดว่าจะปรับตัวลดลงเหลือเฉลี่ย 8595 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากปีนี้ที่มีราคาเฉลี่ย 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกตัวใหญ่ เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายพลังงานลดลง รวมทั้งค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในปีหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกสินค้าไทย
“ถ้าปีหน้าสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยชะลอเงินทุนระยะสั้นที่จะเข้าไทย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยลดลง เงินบาทจะอ่อนค่าลงด้วย ซึ่ง สศช.เชื่อว่าสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงครึ่งปีหลังไปแล้ว แต่เม็ดเงินการลงทุนทางตรง (เอฟดีไอ) น่าจะยังสูงอยู่ เพราะรัฐบาลอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก และไทยยังเป็นฐานที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะมาลงทุนในระยะต่อไป”
อาคม มั่นใจว่า ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคนี้ สินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ยานยนต์ ไทยยังเป็นที่หนึ่ง เพียงแต่ต้องรอกำลังซื้อกลับมาเท่านั้น แต่ไทยต้องให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่สอดรับกับกระแสความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนไปเป็นสินค้ามีดีไซน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นสินค้าสุขภาพ สินค้าออร์แกนิก ปลอดสารพิษ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ และดูแลสิ่งแวดล้อม
“เราต้องปรับตัวเรา เราไปพึ่งตลาดโลกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งต่างๆ ได้ ซึ่งก็มีทางเดียว คือ สินค้าเราต้องดีกว่าเขา วันนี้แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น แต่คนก็ยังอยากใช้ของดี ผมว่าปีหน้าทุกคนต้องมองโลกในแง่ดี และโดยธรรมชาติธุรกิจต้องเอาตัวรอดให้ได้”







