
เสริมทักษะ
การจบปริญญาตรีไม่ได้การันตีว่าบัณฑิตคนนั้นจะมีอนาคตที่สวยหรูรออยู่ข้างหน้าอีกต่อไป นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยด้วย เพราะธุรกิจการศึกษาที่เบ่งบาน ทำให้การเรียนปริญญาตรีไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเกินไป
การจบปริญญาตรีไม่ได้การันตีว่าบัณฑิตคนนั้นจะมีอนาคตที่สวยหรูรออยู่ข้างหน้าอีกต่อไป นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยด้วย เพราะธุรกิจการศึกษาที่เบ่งบาน ทำให้การเรียนปริญญาตรีไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเกินไป
ในสิงคโปร์นั้นถือว่าอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ราว 6% ขณะที่ในปีที่ผ่านมาอัตราการว่างงานของบัณฑิตปริญญาตรีอยู่ที่ 2.3% บางคนที่มีทักษะสูง ก็ต้องทำงานต่ำกว่าศักยภาพของตัวเอง หรือรับเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิ บางส่วนก็ได้แค่งานพาร์ตไทม์เท่านั้น
นักวิชาการจากสถาบันด้านนโยบาย ลีกวนยิว วิเคราะห์ว่า ตอนนี้อัตราการว่างงานของคนจบปริญญาตรีเริ่มสูงขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสิงคโปร์ที่ต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงาน หรือทำงานในสภาพแวดล้อมแบบพหุวัฒนธรรมได้ สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ มีทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ ทักษะเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องที่สอนกันในมหาวิทยาลัย จึงทำให้เด็กจบใหม่หางานยาก
ขณะเดียวกัน ค่าจ้างในสิงคโปร์ก็สูง บริษัทต่างๆ พยายามลดต้นทุนทางธุรกิจด้วยการเอ้าท์ซอร์สงานต่างๆ ที่ไม่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะมากนัก ซึ่งก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการหางานของนักศึกษาจบใหม่
แถมตอนนี้คนสิงคโปร์จบปริญญาตรีก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติของสิงคโปร์บอกว่า คนสิงคโปร์อายุ 2534 ปี จบปริญญาตรี 51.1% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่ายอดเมื่อปี 2543 มาก เพราะตอนนั้นมีคนรุ่นนี้จบปริญญาตรีเพียง 26.1% เท่านั้น
แนวโน้มการจ้างงานที่เปลี่ยนไป ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มกังวล โดยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ถึงกับเอ่ยปากว่า จำนวนบัณฑิตที่มีมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาแรงงานที่มีการศึกษาสูง แต่กลับได้งานต่ำกว่าวุฒิ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้และไต้หวันมาแล้ว
ส่วนนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการจ้างงานกันแล้ว โดยหันมาเน้นทักษะที่เกี่ยวกับงานมากกว่าคุณสมบัติอื่น
พอพูดถึงทักษะการทำงาน ขอหยิบยกผลสำรวจอีกชิ้นมาเล่าสู่กันฟัง คือ ผลสำรวจของบริษัทจัดหางานเคลลี่ เซอร์วิสเซส ที่ระบุว่า เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นในเอเชียด้วยกัน ชาวสิงคโปร์เป็นคนที่มีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะด้านอาชีพมากกว่า โดย 55% บอกว่าพวกเขายอมเลือกที่จะมีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง แทนการได้เงินเดือนหรือตำแหน่งสูงขึ้น มีคนไทยเพียง 37% ที่คิดแบบนั้น ส่วนชาวมาเลเซียมีประมาณ 47% ชาวฮ่องกง 42% และคนจีน 30%
พอเห็นแนวคิดแบบนี้ของกลุ่มตัวอย่างชาวสิงคโปร์แล้ว ก็คิดว่าประเด็นเรื่องบัณฑิตหางานยากขึ้น เพราะขาดทักษะทำงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ไม่ยากนัก ตราบใดที่คนพร้อมจะเลือกโอกาสในการพัฒนาทักษะของตัวเอง เติมสิ่งที่ยังขาด แต่ตลาดงานต้องการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเป็น “ผู้เลือก” ไม่ใช่ “ผู้ถูกเลือก” อีกต่อไป







