
ลดพอร์ต‘ตราสารหนี้โภคภัณฑ์’
กองเปิดโกลบอลฯบลจ.ไทยพาณิชย์เข้าตลาดหุ้นนอก
กองเปิดโกลบอลฯบลจ.ไทยพาณิชย์เข้าตลาดหุ้นนอก
บลจ.ไทยพาณิชย์ เมินตราสารหนี้โลกสินค้าโภคภัณฑ์ เล็งลดน้ำหนักลงทุน โยกเข้าหุ้นนอกก่อนสิ้นปี
นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ มีแนวโน้มที่จะลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกและสินค้าโภคภัณฑ์ในกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล เวลท์ แต่จะเพิ่มการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
“การปรับสัดส่วนการลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก และสินค้าโภคภัณฑ์ครั้งนี้จะถือเป็นการปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสินทรัพย์สองประเภทมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนลดลง แต่มีความผันผวนสูงขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ประเทศพัฒนาแล้ว ที่คาดว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3.9% ต่อปี สินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทน 3.1%” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ยังเป็นตราสารที่ น่าลงทุน โดยคาดว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6.4% ขณะที่หุ้นทั่วโลกมีผลตอบแทน 9% และหุ้นตลาดเกิดใหม่มีผลตอบแทน 12.7%
ทั้งนี้ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล เวลท์ เป็นกองทุนผสม ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนและอีทีเอฟต่างประเทศ โดยกระจายการลงทุนและปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ปัจจุบันกองทุนมีการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกประมาณ 1520% สินค้าโภคภัณฑ์ 57% ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 15-20% และหุ้นประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวม 55%
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงตลาดหุ้นสหรัฐว่า ดัชนี S&P 500 ที่ระดับ 1,860 จุด และอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 15-17 เท่า เป็นระดับที่ไม่ได้ถูกหรือแพง แต่ยังสามารถลงทุนได้ เพราะเชื่อว่าผลดำเนินงานในปี 2558 จะดีกว่าคาด โดยอัตราการเติบโตของกำไรจะสูงถึง 12% ขณะที่ตลาดคาดไว้เพียง 8% ซึ่งหากกำไรเติบโตได้ 12% จะทำให้พี/อี ลดเหลือ 13 เท่า
นายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการ ผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นสหรัฐขณะนี้ความน่าสนใจจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดเจน ดังนั้นในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐที่มีการปรับฐานลงมาจึงเป็นโอกาสในการกระจายการลงทุนไปตลาดต่างประเทศนอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นไทย
นายเบน อเบล ผู้บริหารและที่ปรึกษาการลงทุน เมอร์เซอร์ (สิงคโปร์) กล่าวว่า หากเฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปประเทศพัฒนาแล้ว







