
ชีวิตไม่ใช่แค่เรียน
ตอนนี้อาจเป็นเวลาปิดเทอมสำหรับเด็กไทยจำนวนมาก แต่เชื่อว่า ปิดเทอมไม่ได้หมายความถึงการหยุดการเรียนการสอน เพราะเด็กจำนวนมากยังต้องเรียนพิเศษ ทั้งแบบสมัครอยากเรียนเอง กึ่งสมัครใจ และถูกบังคับแบบเต็มๆ
ตอนนี้อาจเป็นเวลาปิดเทอมสำหรับเด็กไทยจำนวนมาก แต่เชื่อว่า ปิดเทอมไม่ได้หมายความถึงการหยุดการเรียนการสอน เพราะเด็กจำนวนมากยังต้องเรียนพิเศษ ทั้งแบบสมัครอยากเรียนเอง กึ่งสมัครใจ และถูกบังคับแบบเต็มๆ
สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ การกวดวิชา และการเรียนพิเศษที่เน้นวิชาการสมัยนี้ ไม่ได้มีไว้สำหรับนักเรียน ม.ปลาย ที่อยากสอบเข้าคณะที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบอีกต่อไป แต่กลับครอบคลุมไปถึงนักเรียนระดับอนุบาล ที่พ่อแม่อยากให้ได้เรียนในโรงเรียน (ที่คิดว่า) ดี มีสังคมที่ดีด้วย
ดิฉันไล่อ่านเฟซบุ๊กของเพื่อนๆ ที่มีลูกๆ ก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเรียนพิเศษกันอย่างกว้างขวาง
หลายคนบอกว่า ขอแค่ลูกเป็นคนดีก็พอแล้ว ส่วนเรื่องเรียนก็ตามใจ ไม่มีการบังคับให้เรียนพิเศษเป็นเด็ดขาด
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจ ก็คือ ลูกของเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่วัยประถม ไม่ได้อยากมีเวลาสบายๆ เล่นเกม หรือทำกิจกรรมอื่นๆ กับเพื่อนและครอบครัว แต่กลับร้องขออยากเรียนพิเศษ โดยให้เหตุผลว่า “กลัวไม่รู้สิ่งที่เพื่อนรู้ เพราะเพื่อนในห้องเรียนพิเศษกันหมด กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้”
เหตุผลแบบนี้ ทำให้สงสัยว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้การสอบนั้น เป็นการวัดผลจาก “สิ่งที่ครูสอนในชั่วโมงเรียนพิเศษ” หรือ “สิ่งที่ครูสอนในชั่วโมงเรียนธรรมดา” กันแน่
นอกจากเรียนพิเศษแล้ว พ่อแม่รุ่นนี้ก็ยังบ่นกันว่า ทำไมเด็กสมัยนี้เรียนกันยากจัง ทำเอาพ่อแม่ที่ต้องช่วยทำการบ้านปวดหัวไปตามๆ กัน เพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มรับติววิชาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ม.ต้น และชีววิทยาให้นักเรียน ม.ปลาย บอกว่า ตะลึงไปเลย เพราะวิชาวิทยาศาสตร์เด็ก ม.ต้น สมัยนี้ เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องเรียนสมัยปี 1 ในมหาวิทยาลัย แต่วิชาสำหรับเด็กประถมก็ไม่ได้ง่ายไปกว่ากันนะคะ เพราะเป็นเนื้อหาที่ลึกซึ้ง และแตกต่างกว่าสมัยพ่อแม่เรียนมากพอสมควร
หรือเพราะเหตุนี้คะ ที่ทำให้เด็กๆ สมัยนี้จำเป็นต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน เพราะการบ้านสมัยนี้มันยากเกินที่พ่อแม่ธรรมดาๆ จะสอนหรือช่วยลูกทำได้แล้ว
แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน หากปรับหลักสูตรให้เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย ไม่จำเป็นต้องลงลึกมากเกินวัย เพราะไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะต้องเติบโตเป็นหมอ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญกันทั้งหมด เด็กๆ อาจไม่ต้องทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับเนื้อหาวิชาการมากเกินไป
ขณะที่ครูก็น่าจะใช้เวลาในชั่วโมงเรียนปกติสอนกันให้เต็มที่แบบไม่มีกั๊ก ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อจะให้เด็กๆ มีเวลาหลังเลิกเรียนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง
อีกเรื่องที่น่าจะทำคือ การปรับขนาดห้องเรียน ที่ไม่ควรมีจำนวนนักเรียนมากเกินไป เพราะถ้ามีมากถึงขนาด 4050 คน คงยากที่ครูเพียงคนเดียวจะดูแลได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องปรับวิธีประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษากันใหม่ เน้นการประยุกต์ใช้สิ่งที่รู้จากห้องเรียน ซึ่งการประเมินแบบนี้ คำตอบที่ถูกอาจไม่ได้มีแค่ข้อเดียว เหมือนกับชีวิตที่มีทางเลือกหลายทางเช่นกัน







