
เงินบาททรงตัวแต่อย่านอนใจเศรษฐกิจสหรัฐ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.3532.55 ในสัปดาห์นี้ โดยเรามองว่าเงินบาทจะผันผวนกว่าสัปดาห์ก่อน เนื่องจากในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. ตลาดการเงินสหรัฐจะมีวันหยุด Columbus day นอกจากนี้ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์สำคัญจากทางฝั่งของสหรัฐมากนัก แต่นักลงทุนยังไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะสิ่งที่จะกระทบค่าเงินทั่วโลกมากที่สุดในระยะต่อไป คือ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั่นเอง โดยในบันทึกการประชุมของเฟดที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนสะท้อนว่า คณะกรรมการได้พูดคุยกันถึงความเสี่ยงว่าการชะลอลงของเศรษฐกิจโลกว่าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอลงด้วย นอกจากนี้กรรมการยังมองว่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น อาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับลดลง ซึ่งจะกดดันไม่ให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นมาถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2%
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.3532.55 ในสัปดาห์นี้ โดยเรามองว่าเงินบาทจะผันผวนกว่าสัปดาห์ก่อน เนื่องจากในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. ตลาดการเงินสหรัฐจะมีวันหยุด Columbus day นอกจากนี้ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์สำคัญจากทางฝั่งของสหรัฐมากนัก แต่นักลงทุนยังไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะสิ่งที่จะกระทบค่าเงินทั่วโลกมากที่สุดในระยะต่อไป คือ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั่นเอง โดยในบันทึกการประชุมของเฟดที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนสะท้อนว่า คณะกรรมการได้พูดคุยกันถึงความเสี่ยงว่าการชะลอลงของเศรษฐกิจโลกว่าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอลงด้วย นอกจากนี้กรรมการยังมองว่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น อาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับลดลง ซึ่งจะกดดันไม่ให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นมาถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2%
ดังนั้น ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจจะยังคงเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนแนวโน้มค่าเงินในสัปดาห์นี้ โดยทางฝั่งของสหรัฐจะมีการประกาศดัชนีค้าปลีก รายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนจากเฟด (Beige Book) ดัชนีความเชื่อมั่นของชาวอเมริกัน และปริมาณการก่อสร้างบ้านใหม่ ส่วนทางฝั่งเอเชียมีปัจจัยให้ลุ้น คือ ตัวเลขการส่งออกจีน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ ในเดือน ก.ย.จะหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนการส่งออกจีนในเดือน ก.ย.น่าจะขยายตัวได้ถึง 12% จาก 9.4% ในเดือนก่อน ซึ่งหากตัวเลขฝั่งเอเชียออกมาสดใสกว่าที่คาดไว้ อาจหนุนให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดี และทำให้มีความต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์เอเชีย รวมถึงไทยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนปัจจัยทางเทคนิค เครื่องชี้ MACD ซึ่งเป็นตัววัดว่าทิศทางค่าเงินกำลังอยู่ในแนวขาขึ้นหรือขาลง เริ่มสะท้อนว่าสัญญาณการ “ซื้อเงินเหรียญสหรัฐ (ขายบาท)” หรือการแข็งค่าของดอลลาร์น่าจะไม่รุนแรงเหมือนสัปดาห์ก่อน ขณะที่ Relative Strength Index เริ่มปรับลดลงมาสู่ค่ากลาง ดังนั้นเราจึงมองว่าเงินบาทน่าจะกลับมาสู่ระดับสมดุลอีกครั้งในไม่ช้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเงินบาทเคลื่อนไหวหวือหวาพอสมควร เนื่องจากนักลงทุนเทขายสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนักในช่วงที่ตลาดเราปิดทำการ หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาดีเกินคาดมาก โดยการจ้างงานในเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้นถึง 2.48 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.15 แสนตำแหน่ง และจากเดือนก่อนที่ 1.42 แสนตำแหน่ง ซึ่งทำให้อัตราการว่างงานลดลงมาที่ 5.9% จาก 6.1% ซึ่งหากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี จะเห็นว่าการจ้างงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ปรับดีขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกในปี 20072009 ส่งผลให้เงินบาทโดยขายขึ้นไปเปิดตลาดที่ 32.61 ในช่วงเช้าวันจันทร์ สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ยังถูกขายต่อ หลังธนาคารโลกและ IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลง โดยธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกจะขยายตัวได้ 6.9% ในปีนี้ จาก 7.2% ในปีก่อน ส่วนไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% เท่านั้น จากที่เคยคาดไว้ว่าจะโตได้ 3%
ขณะที่ IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงมาเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ แต่แล้วในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หลังบันทึกการประชุมของเฟดสะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมามองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป อาจไม่เอื้อให้สหรัฐขยายตัวได้มากกว่าเพื่อนบ้านมากนัก และเฟดอาจต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน ทำให้เงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นมาปิดตลาดที่ 32.47 ณ วันศุกร์
นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรไทยสุทธิ 1.767 พันล้านบาท แต่ขายหุ้นออกไทยไป 2.1 พันล้านบาท ส่วนธุรกรรมหุ้นกู้ในตลาดรองสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายเบาบางกว่าสัปดาห์ก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยเพียงวันละ 1.16 พันล้านบาท ส่วนอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้มีการปรับลดลงตามอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล โดยหุ้นกู้ที่มีเครดิต AAA อายุ 3 ปี มีการซื้อขายกันอยู่ในช่วง 3.053.12% ส่วนหุ้นกู้ (เครดิต A+ ถึง AA) อายุ 7 ปี มีการซื้อขายอยู่ในช่วงอัตรา 44.2% ลดลงจากต้นสัปดาห์มากกว่า 0.1% ขณะที่หุ้นกู้ตลาดแรก มีการเสนอขายพันธบัตรของกระทรวงการคลัง สปป.ลาว เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 4.76% อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.2% และอายุ 10 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 5.5%







