posttoday
แก่จน หรือ แก่รวย ชีวิตมีทางเลือก

แก่จน หรือ แก่รวย ชีวิตมีทางเลือก

12 ตุลาคม 2557

ถ้ายังจำงานวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ

ถ้ายังจำงานวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40-60 ปีได้ ก็น่าจะพอจำได้ว่าสถานการณ์ของคนใน “วัยใกล้เกษียณ” น่าเป็นห่วงมากแค่ไหน เพราะงานวิจัยพบว่า 52% ของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่เกษียณทุกข์

แต่ที่น่าตกใจมากกว่า คือ “คนวัยสร้างครอบครัว” กลับมีโอกาสที่จะเกษียณทุกข์มากกว่าคนวัยใกล้เกษียณเสียอีก

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันวิจัยตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นล่าสุดเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบช่วงอายุ 2539 ปี ซึ่งพบว่าคนวัยสร้างครอบครัว 63% มีโอกาสเกษียณทุกข์

คนในวัยนี้ให้ความสำคัญกับการออมเพื่อการเกษียณเป็นอันดับสุดท้ายเมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์การออมข้ออื่นๆ โดยวัตถุประสงค์การออม 3 อันดับแรกของคนวัยสร้างครอบครัว คือ ออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ออมเพื่อการศึกษาบุตร และออมเพื่อชำระหนี้สิน

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ให้ความเห็นว่า เป็นธรรมดาที่คนวัยสร้างครอบครัวจะให้ความสำคัญกับการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากกว่าการออมเพื่อวัยเกษียณ

อย่างไรก็ตาม คนวัยนี้ส่วนใหญ่ (35%) เริ่มคิดถึงการวางแผนเพื่อการเกษียณตั้งแต่อายุ 30 ปี ขณะที่ 21.4% จะเริ่มวางแผนเมื่ออายุ 35 ปี และอีก 19.9% จะวางแผนเมื่ออายุย่างเข้าเลข 4

แต่โดยเฉลี่ยแล้วคนวัยสร้างครอบครัวจะเริ่มวางแผนเพื่อการเกษียณเมื่ออายุ 33 ปี ยังถือว่าเร็วกว่าคนวัยใกล้เกษียณที่จะมาคิดถึงชีวิตหลังเกษียณเมื่ออายุล่วงเลยไปจน 42 ปี

ความมั่นใจจะทำร้ายตัวเอง

แม้ว่าคนวัยสร้างครอบครัวจะเริ่มต้นวางแผนเกษียณได้เร็ว แต่ข้อบกพร่องของพวกเขา คือ มีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป นอกจากนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการเกษียณยังอาจจะย้อนมาทำร้ายพวกเขาเองอีกด้วย

บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า 33% ของคนวัยสร้างครอบครัวอยากจะเกษียณเร็ว หรือเกษียณก่อนกำหนด

แต่เมื่อคำนวณเงินออมสำหรับวัยเกษียณออกมาแล้ว กลับพบว่า 59% ของคนที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนดจะมีเงินไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณ นั่นทำให้พวกเขาต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป โดยไม่สามารถทำตามความฝันที่วางไว้ได้

เรื่องเศร้าอีกเรื่องหนึ่งที่จะพบได้ในคนวัยสร้างครอบครัว คือ 41% ไม่เคยคิดเรื่องการวางแผนเพื่อการเกษียณเลย แต่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ (74%) กลับมั่นใจว่า เมื่อเกษียณอายุไปแล้ว พวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากในช่วงที่ยังทำงาน และยังฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอีกด้วย

“คนกลุ่มนี้มีความมั่นใจมากเกินไปว่า หลังจากเกษียณอายุแล้วจะมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันหรือดีกว่าปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยวางแผนการเงินมาก่อน” บุญเลิศ กล่าว

ยังพอมีหวัง

จะว่าไปแล้ว จากงานวิจัยชิ้นนี้ก็ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วคนวัยสร้างครอบครัวส่วนใหญ่น่าจะมีเงินพอกินพอใช้ไปจนสิ้นอายุขัย เพราะเมื่อดูจาก “เงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณ” หรือ Retirement Saving Gap : RSG จะเห็นว่า ส่วนใหญ่ “เป็นบวก”

เงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณ จะเป็นตัวบอกว่า เงินที่เรามีอยู่ในวันที่เกษียณ กับเงินที่เราต้องกินต้องใช้ในช่วงชีวิตที่เหลือ อันไหนจะมากกว่ากัน และมากกว่ากันอยู่สักกี่บาท

ตัวเลขนี้หาได้จากการนำ “สินทรัพย์สุทธิ” ซึ่งคือทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามีอยู่ หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมด จากนั้นก็มาดูว่าแล้วนับจากวันนี้ไปจนถึงวันเกษียณ เราตั้งใจจะออมเงินเพิ่มขึ้นสักเท่าไร

และเพื่อให้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ก็ต้องบวก “ผลตอบแทน” ของเงินก้อนนี้เข้าไปด้วยว่าทรัพย์สินและเงินลงทุนของแต่ละคนคาดว่าจะงอกเงยขึ้นได้สักปีละกี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อได้เงินก้อนตอนเกษียณแล้ว สิ่งที่ต้องหาคำตอบถัดไป คือ เงินที่เราต้องใช้นับตั้งแต่วันที่เกษียณไปจนสิ้นอายุขัยเป็นเท่าไร โดยต้องประเมินว่าแต่ละเดือนหลังเกษียณเราจะใช้เงินเดือนละกี่บาท (โดยหากต้องการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตแบบเดิมไว้ เราจะใช้เงินประมาณ 70% ของรายได้เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ) จากนั้นก็มาประเมินว่าแล้วเราจะมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินไปอีกกี่ปี

เมื่อได้ตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิตแล้ว ต้องนำไป “คิดลด” เพื่อหาว่าเงินที่ต้องใช้จ่ายในอนาคตหลังเกษียณ ถ้าคิดกลับมาเป็นเงินในวันที่เกษียณจะเป็นเท่าไร

หลังจากรู้แล้วว่าเงินที่เราน่าจะมีในวัยเกษียณเป็นเท่าไร และจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายไปตลอดชีวิตเป็นเท่าไร ก็เพียงแค่นำมาหักลบกัน โดยให้เงินออม ณ วันเกษียณเป็นตัวตั้ง และนำเงินที่ต้องใช้ทั้งหมดมาลบออก

ถ้าหักลบกันแล้วออกมาเป็น “บวก” ไม่ว่าจะบวกสักกี่บาทก็คงโล่งใจ เพราะหมายความว่าเราจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต

ขณะที่คนที่หักลบออกมาแล้ว “ติดลบ” ก็คงจะเศร้า โดยเฉพาะตัวเลขที่ติดลบมากๆ เพราะนั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าจำนวนที่เราเก็บออมไว้

แต่ตัวเลขที่บวกนิดหน่อย ก็อย่าวางใจเกินไป หรือคนที่เป็นลบเล็กน้อย ก็อย่าคิดว่าชีวิตหลังเกษียณจะต้องล้มละลายหายไป เพราะยังอยู่ในโซนที่พอจะแก้ไขได้

บนทางสองแพร่ง

แม้ว่าเมื่อดูจากตัวแปรหรือปัจจัยในด้านต่างๆ ของคนวัยสร้างครอบครัวแล้ว ส่วนใหญ่จะมีเงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณ เป็นบวก แต่ก็ยังไม่น่าไว้ใจเสียทีเดียว

โดยเฉพาะคนที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานราชการ เพราะตัวเลขที่ออกมาติดลบไป 9.72 หมื่นบาท คนที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพราะชีวิตจะติดลบ 3.41 แสนบาท ขณะที่คนที่ไม่มีประกันชีวิต เพราะตัวเลขติดลบ 5.73 แสนบาท

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยง เพราะพวกเขาจะมีเงินไม่พอใช้ไปตลอดชีวิต และถ้าอยากจะทำให้พอมีพอกินก็ต้องหาเงินมาเพิ่มอีก 3.25 ล้านบาท นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องทำงานหนักมากขึ้น

ขณะที่คน 2 กลุ่มที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ คนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเคยวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ และคนที่มีการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้นหรือกองทุนรวม

คนที่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงินจะมีเงินเหลือ 2.61 ล้านบาท

คนที่มีความเข้าใจการวางแผนการเงินจะมีเงินเหลือ 6.25 ล้านบาท

คนที่เคยวางแผนการเงินจะมีเงินเหลือ 3.46 ล้านบาท

บุญเลิศได้ข้อสรุปว่า คนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเคยวางแผนเพื่อการเกษียณ จะมีเงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณมากกว่าคนที่ขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งมากถึง 4.27 ล้านบาท

ขณะที่คนวัยสร้างครอบครัวที่พร้อมยอมรับความเสี่ยงโดยการลงทุนในตลาดหุ้น พวกเขาจะมีเงินเหลือกินเหลือใช้ถึง 4 ล้านบาท เช่นเดียวกับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะมีเงินเหลือ 5.39 ล้านบาท และคนที่ลงทุนกองทุนรวมอื่นๆ ไม่รวมกองทุน RMF จะมีเงินเหลือ 4.64 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ทิ้งห่างคนไม่ลงทุนหลายเท่าตัว

แม้ว่าสถานการณ์หลายอย่างของคนวัยสร้างครอบครัวที่ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจ ไม่เคยวางแผนการเงิน และคนที่มีทัศนคติด้านลบต่อการลงทุนจะทำให้ชีวิตหลังเกษียณย่ำแย่ไม่ต่างจากผลการสำรวจชีวิตของคนวัยใกล้เกษียณ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ คนวัยใกล้เกษียณที่อยู่บนเส้นทางเกษียณทุกข์ พวกเขาแทบจะไม่มีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ตัวอีกแล้ว

แต่วันนี้ “คนวัยสร้างครอบครัว” ยังมีเวลาที่จะตั้งหลักกันใหม่ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกเดินไปตามเส้นเกษียณทุกข์เหมือนที่เคยทำมา หรือจะเปลี่ยนเข็มทิศนำทางไปในเส้นทางเกษียณสุข

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก