posttoday
AEC กับความอยู่รอด

AEC กับความอยู่รอด

10 ตุลาคม 2557

ในงานสัมมนาเรื่อง “อยู่หรือไป? อนาคตอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ที่จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา

ในงานสัมมนาเรื่อง “อยู่หรือไป? อนาคตอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ที่จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เผยว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในอนาคต และจะเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของหลายอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายทั้งไทยและต่างชาติประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดและขยายฐานการผลิตไปยังอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือกลุ่ม CLMV ก่อนการเริ่มต้นเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปีหน้า

ณัฐวุฒิ ลักษณาปัญญากุล นักวิจัยอาวุโสจาก TDRI กล่าวสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดและฐานการผลิตในอาเซียนว่า เป็นสิ่งจำเป็น แต่ที่ผ่านมาการปรับปรุงกฎระเบียบและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังตามไม่ทัน ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เอกชนไทยเสียโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน และที่เอกชนอยากให้เกิดขึ้น เช่น การเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว หรือเนชั่นแนล ซิงเกิ้ล วินโดวส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชนได้มาก

สุนทร ตันมันทอง นักวิจัยจาก TDRI กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยยังจะเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนต่อไป เนื่องจากมีความได้เปรียบจากการมีคลัสเตอร์ที่เข้มแข็ง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ แต่จะต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียมากขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มใช้ยุทธศาสตร์ขยายฐานการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตไม่สูงแต่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้นไปกลุ่มประเทศ CLMV แล้วให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับฐานการผลิตใหม่เหล่านี้ เอกชนไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการขยับขึ้นเป็นผู้บริหารจัดการเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคและสอนงานพนักงานในประเทศเหล่านี้โดยใช้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานาน ควบคู่ไปกับการทำวิจัยพัฒนาให้มากขึ้น

เชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิชาการจาก TDRI กล่าวว่า มีเอกชนไทยกลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของตนในการบริหารจัดการเครือข่ายการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ความ ท้าทายต่อไปของเอกชนกลุ่มนี้ คือ การขยับไปเป็นผู้ที่สามารถยื่นข้อเสนอแก่ผู้ว่าจ้างเกี่ยวกับการเลือกใช้วัตถุดิบ การกำหนดสเปกต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมาก ในขณะที่เอกชนกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีควรเน้นเจาะตลาดอาเซียนมากขึ้น และพยายามถอดแบบเสื้อผ้าของแบรนด์ชื่อดังให้เร็วขึ้นเพื่อโอกาสทางธุรกิจ

สมเกียรติยังกล่าวสรุปถึงทางรอดของอุตสาหกรรมไทยเมื่อเข้าสู่ AEC ว่า “อุตสาหกรรมไทยต้องปรับบทบาทในสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการมองตลาดและฐานการผลิตในระดับภูมิภาค ขยับจากการเป็นผู้ผลิตอย่างเดียวเป็นผู้บริหารจัดการเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และเน้นการพัฒนาจากการเลียนแบบให้เร็ว แล้วทำวิจัยพัฒนาเองเมื่อพร้อม”

ทั้งหมดทั้งปวงนี้สามารถสรุปได้ว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของวิสาหกิจไทย ดังนั้นความอยู่รอดของธุรกิจอุตสาหกรรมจึงอยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและการต่อยอดจากจุดแข็งของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการ โดยเฉพาะการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ การบริการอย่างประทับใจ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องพัฒนาบุคลากรให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือและเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ (มืออาชีพ) ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรและผลิตภัณฑ์เพื่อเข้าสู่ AEC อย่างมั่นใจครับผม!

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม