
ประกาศละสังขาร
เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลวงพ่อรูปหนึ่งซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นพระครู ที่ จ.ชัยภูมิ เป็นที่นับถือของลูกศิษย์มากมาย ประกาศละสังขารในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง สั่งเสียหลังมรณภาพให้นำศพใส่โลงข้างกุฏิ ไม่ต้องจุดไฟรอติดเอง โดยให้สัมภาษณ์ว่า คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องจาก ไม่ต้องฝืนสังขาร ไม่ได้ฆ่าตัวตาย จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศ ท้ายสุดไม่มรณภาพตามกำหนดที่ประกาศไว้ เดือดร้อนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำรวจ และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ต้องเกลี้ยกล่อมให้หลวงพ่อเลิกละสังขาร
เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลวงพ่อรูปหนึ่งซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นพระครู ที่ จ.ชัยภูมิ เป็นที่นับถือของลูกศิษย์มากมาย ประกาศละสังขารในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง สั่งเสียหลังมรณภาพให้นำศพใส่โลงข้างกุฏิ ไม่ต้องจุดไฟรอติดเอง โดยให้สัมภาษณ์ว่า คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องจาก ไม่ต้องฝืนสังขาร ไม่ได้ฆ่าตัวตาย จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศ ท้ายสุดไม่มรณภาพตามกำหนดที่ประกาศไว้ เดือดร้อนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำรวจ และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ต้องเกลี้ยกล่อมให้หลวงพ่อเลิกละสังขาร
ส่วนสาเหตุที่แน่ชัดในการปลงและต้องการละสังขารเพราะไม่อยากทรมานร่างกาย เนื่องจากเป็นโรคกระเพาะ โรคลำไส้ และกรดไหลย้อน รักษาหลายปีไม่หาย ไม่ได้ปลงสังขารเพราะรู้วันตายล่วงหน้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้นที่จะรู้ได้ และกรณีมรณภาพแล้วไม่ต้องเผาไฟจะลุกเองนั้น จะมีก็แต่ในกรณีของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น องค์อัครสาวกไม่มีปรากฏมาก่อน
การปลงสังขารเพราะทนทรมานกับโรคร้ายที่รุมเร้าไม่ไหวของหลวงพ่อจึงเป็นการพยายามฆ่าตัวตายธรรมดา ลูกศิษย์ผู้กระทำตามคำสั่งของหลวงพ่อ เมื่อเห็นหลวงพ่อตกอยู่ในอันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ลูกศิษย์จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และหากมีลูกศิษย์คนใดตอกตะปูปิดฝาโลงในขณะที่หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ และต่อมาหลวงพ่อมรณภาพลง เพราะขาดอากาศหายใจอันเนื่องมาจากการปิดฝาโลงของลูกศิษย์ดังกล่าว ลูกศิษย์ที่ปิดฝาโลงอาจมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
การประกาศละสังขารของหลวงพ่อหากมีเจตนาอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น ต้องการลาภสักการะจากประชาชน แม้ด้วยเจตนาจะนำเงินที่ได้ไปสร้างศาสนวัตถุหรือสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็จะขัดต่อหลักพระธรรมและวินัย เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตำหนิภิกษุที่อวดคุณวิเศษเลี้ยงชีพว่า การกระทำของภิกษุเหล่านั้นไม่เหมาะ ไม่ควร การเอามีดเชือดโคมาคว้านเสียยังจะดีกว่าอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตนเลี้ยงชีพ เพราะตายแล้วไม่ต้องไปสู่ทุคติ ส่วนการอวดคุณวิเศษนั้นไม่ดี เพราะตายแล้วไปสู่ทุคติ เป็นการทำลายศรัทธาของประชาชน
อุตริมนุสธรรม คือ ธรรมอันยิ่งยวดของมนุษย์ เป็นคุณวิเศษที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีหรือเป็นได้ มิใช่วิสัยมนุษย์ทั่วไปแต่เป็นวิสัยของผู้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ วิชชา 3 มรรคภาวนา การทำให้แจ้งซึ่งผล เป็นต้น การที่ภิกษุแสดงตนหรือพูดให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนได้ฌานชั้นนั้นชั้นนี้ ตนได้บรรลุวิโมกข์ ได้สมาธิ สามารถเข้าสมาบัติได้ หรือสำเร็จมรรคสำเร็จผลอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าอวดอุตริมนุสธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ภิกษุผู้ใดอวดอุตริมนุสธรรม ผู้นั้นขาดจากความเป็นภิกษุทันที หากภิกษุนั้นยังครองไตรจีวรแสดงความเป็นภิกษุก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณีของภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม อันเป็นการเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวงประชาชนด้วยประการต่างๆ นั้น นับวันจะมีให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ คณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่ดำเนินการตามพระวินัยให้เด็ดขาดแล้ว ย่อมทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาขึ้นในหมู่ของพุทธศาสนิกชน







