
แบงก์เปลี่ยนผู้ค้ำหนี้เป็นกู้ร่วม
ธนาคารเปลี่ยนรูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เน้นผู้ค้ำประกัน แต่เปลี่ยนให้เป็นผู้กู้ร่วม และเน้นหลักประกัน
ธนาคารเปลี่ยนรูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เน้นผู้ค้ำประกัน แต่เปลี่ยนให้เป็นผู้กู้ร่วม และเน้นหลักประกัน
นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส หรือ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่ารูปแบบการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยสถาบันการเงินจะเน้นที่หลักประกันว่าคุ้มมูลหนี้หรือไม่ ส่วนผู้ค้ำประกันหนี้ไม่มีน้ำหนักต่อการปล่อยกู้มากนัก หากลูกหนี้มีรายได้ไม่เพียงพอชำระหนี้ก็จะให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมด้วยเลย
“ธนาคารจะดูศักยภาพของกิจการ และดูกระแสเงินหมุนเวียนรวมทั้งออร์เดอร์ที่มีในมือ มาพิจารณามากกว่าจะดูคนค้ำประกัน ส่วนสินเชื่อเงินสดไม่มีคนค้ำประกันอยู่แล้ว” นายฐากร กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบร่าง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารยากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ทุกธนาคารก็ดูแลคุณภาพหนี้อย่างเข้มข้น
ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายที่แก้ไข คือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญาให้ติดตามทวงถามจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะติดตามทวงถามจากผู้ค้ำประกันไม่สามารถเอาผิดลูกหนี้ได้เกินกว่าวงเงินสินทรัพย์ที่ได้ค้ำประกันเอาไว้ หรือเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้เท่ากับหรือมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ติดค้างไว้ การติดตามทวงหนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันหนี้ล่วงหน้า 6 เดือน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารจะดูจากประวัติการเงินผ่านทางบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) หลักทรัพย์ค้ำประกัน และให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมด้วย เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มักจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีความรับผิดชอบจำกัด ธนาคารจะให้ญาติพี่น้อง หรือผู้ที่จะค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมเพื่อลดความเสี่ยง
“คนที่มากู้ร่วมหรือค้ำประกันหนี้มักจะรู้ดีว่ามีโอกาสจะถูกฟ้อง หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข จึงเป็นที่มาของสำนวนว่า การค้ำประกันคือการเอากระดูกมาแขวนคอ ดังนั้นจึงไม่ควรไปค้ำประกันหนี้ให้ใครหากไม่รู้จักกันดีหรือเป็นคนในครอบครัว” นายชาติชาย กล่าว
อย่างไรก็ดี การแก้ไขกฎหมายให้ฟ้องร้องลูกหนี้ก่อนจะไปฟ้องผู้ค้ำประกัน สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมาลูกหนี้จะใช้นิติบุคคลมาขอกู้ ซึ่งรับผิดชอบจำกัดเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว หากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่าหรือเท่ามูลค่าหนี้ ก็จะต้องหาบุคคลมาค้ำประกันหรือกู้ร่วม ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ







