
เบิกจ่ายงบลงทุนอืด
เดือนส.ค.ใช้ต่ำกว่าปีก่อนถึง27%รายได้รัฐ11เดือนวูบตามเศรษฐกิจ
เดือนส.ค.ใช้ต่ำกว่าปีก่อนถึง27%รายได้รัฐ11เดือนวูบตามเศรษฐกิจ
คลังโชว์ตัวเลขเบิกจ่ายงบลงทุน ส.ค.วูบถึง 27% แต่รอบ 11 เดือนขาดดุลงบ 4.11 แสนล้านบาท
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงฐานะการคลังเดือน ส.ค. 2557 ว่า รัฐบาลมีรายได้นําส่งคลัง 1.36 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 2.69 หมื่นล้านบาท หรือ 16.5% สาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าปีที่แล้ว เพราะผลประกอบการภาคเอกชนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ต่ำกว่าปีที่แล้ว ขณะเดียวกันมีการเบิกจ่ายงบ 1.32 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 1.13 หมื่นล้านบาท หรือ 7.9% โดยมีรายจ่ายลงทุน 1.74 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 27.2% และการเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณปีก่อนจํานวน 7,440 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 43.4%
ทั้งนี้ จากรายได้นําส่งคลังและการเบิกจ่ายงบ ทำให้เดือน ส.ค. 2557 งบประมาณเกินดุล 4,674 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 1,238 ล้านบาท ทําให้รัฐบาลเกินดุลเงินสด 3,436 ล้านบาท
สำหรับฐานะการคลังช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลมีรายได้นําส่งคลัง 1.81 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 1 แสนล้านบาท หรือ 5.2% สาเหตุหลักจากภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากอุปสงค์รถยนต์ในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และการส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถคันแรกเกือบครบทั้งโครงการแล้วในปีงบประมาณก่อนหน้า รวมทั้งปีที่แล้วมีการนําส่งรายได้จากการประมูล 3จี
สำหรับด้านการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ มีจํานวน 2.23 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6.29 หมื่นล้านบาท หรือ 2.9% ทําให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 4.11 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 6.74 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 4.79 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 2.31 แสนล้านบาท ทําให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 2.47 แสนล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2557มีจํานวนทั้งสิ้น 3.57 แสนล้านบาท
นายกฤษฎา กล่าวว่า แม้การจัดเก็บรายได้จะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่ระดับเงินคงคลังที่มีอยู่สามารถรองรับมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2557 และ 2558 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง







