posttoday
ภาษีที่ดินวืดเข้าครม.

ภาษีที่ดินวืดเข้าครม.

30 กันยายน 2557

ยังไม่ลงตัวทั้งอัตราและข้อยกเว้นยันใช้หลังประเมินราคาครบ30ล้านแปลง

ยังไม่ลงตัวทั้งอัตราและข้อยกเว้นยันใช้หลังประเมินราคาครบ30ล้านแปลง

คลังเบรกเสนอ ครม.พิจารณา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสัปดาห์นี้ นักวิชาการหนุนขึ้นแวต

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังจะยังไม่มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากยังมีเรื่องที่ต้องหารือในรายละเอียดกับนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง อีกเล็กน้อย เนื่องจากมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกันอยู่บ้าง อาทิ ยกเว้นในการจัดเก็บภาษีและอัตราภาษีที่จะจัดเก็บว่าควรเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ หลักการจัดเก็บภาษีในเบื้องต้นที่ได้ข้อสรุปแล้วคือ หลังจากประกาศใช้กฎหมาย จะให้เวลาประชาชนประมาณ 2 ปี ในการปรับตัว รวมทั้งจะต้องมีการกำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วยว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใดบ้างที่จะต้องถูกเก็บภาษีและไม่เก็บภาษี

นอกจากนี้ ภาครัฐจะดำเนินการเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อมีการทำราคาประเมินที่ดินเป็นรายแปลงครบทั้ง 30 ล้านแปลงแล้ว จากปัจจุบันที่จัดทำราคาประเมินแล้ว 7 ล้านแปลง

“เรื่องการจัดทำราคาประเมินแบบรายแปลงนั้น รมว.คลัง อยากให้กรมธนารักษ์เร่งให้เสร็จ 30 ล้านแปลง ภายใน 1 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น จะทำให้กรมธนารักษ์ดำเนินการประเมินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายกฤษฎา กล่าว

นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมจะเสนอแผนการประเมินราคาที่ดินรายแปลงให้ครบ 30 ล้านแปลง ทั่วประเทศภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อให้ทันกับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะออกมาบังคับใช้ โดยการประเมินราคาเป็นรายแปลงมีหลายวิธีและทำได้หลายแบบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมประเมินเองและจ้างบริษัท ซึ่งจะเสนอให้ รมว.คลัง เห็นชอบ

นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ : อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” ในส่วนนโยบายการคลัง ว่า เรื่องเร่งด่วนที่ควรเร่งผลักดันคือ การจัดโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะยืดเยื้อมากว่า 25 ปีแล้ว และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทรัพยากรที่ดินให้เป็นระบบ ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อวางฐานการหารายได้จากเข้ารัฐ และเป็นการเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บภาษี ที่จะมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้พัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ขึ้น จากปัจจุบัน 7% เป็น 10% แม้รัฐบาลจะผ่อนผันให้ใช้อัตรา 7% จนถึงปีหน้า แต่หากภาวะเศรษฐกิจปรับดีขึ้นก็ควรปรับขึ้น และหากเกรงว่าการปรับขึ้นแวตจะกระทบผู้บริโภคมากเกินไป ก็สามารถลดภาระภาษีด้านอื่นประกอบไปด้วย โดยอาจพิจารณาขยายการลดหย่อนต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มลดหย่อนค่าใช้จ่ายภาษีบุคคลธรรมดาจากปัจจุบันที่ให้ 40% หรือ 6 หมื่นบาท เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนอีกทางก็ได้

“ผมสนับสนุนการขึ้นภาษีที่ดินและภาษีแวตเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ เนื่องจากทุกวันนี้ภาคการคลังค่อนข้างสุ่มเสี่ยง รายได้ผันผวนมาก ต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายซึ่งเป็นภาระประชาชน ในการเอาภาษีจากประชาชนไปคืนหนี้ ทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปพัฒนาประเทศ” นายสกนธ์ กล่าว

ด้าน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในด้านพลังงานสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ การปรับขึ้นราคาพลังงานทุกประเภทให้สอดคล้องกับตลาดโลก โดยจะค่อยๆ ขยับก็ได้ เพราะหากให้นำเข้าพลังงานต่อไปเรื่อยๆ ราคาก็จะสูงขึ้นตาม เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่จะหมดจากอ่าวไทยใน 7-8 ปีนี้ด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย