
แบรนด์ดังไทยหันรุกสิงคโปร์ชดเชยรายได้
โพสต์ทูเดย์
— กรมส่งเสริมการส่งออก เกี่ยวก้อยแบรนด์ดัง บุกตลาดสิงคโปร์นางพิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยถึงการเดินหน้าโครงการไทยแลนด์ เทรด ฟอร์ซ (ทีทีเอฟ) ว่า กระทรวงพาณิชย์อนุมัติโครงการทีทีเอฟแล้ว โดยจะเริ่มเดินทางไปประเทศลาวเป็นแห่งแรกต้นเดือน ก.ค.นี้ ตามด้วยสิงคโปร์ มีผู้เดือดร้อนย่านราชประสงค์ร่วมไปทำตลาดด้วย 17 แบรนด์ดังในไทย สิงคโปร์ถือเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งที่ทั่วโลกรู้จักกันดี ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (มกราคมเมษายน2553)ไทยส่งออกไปยังตลาดสิงคโปร์รวม 86,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.7 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมปี 2552 ไทยส่งออกไปสิงคโปร์ทั้งสิ้น 2.58 แสนล้านบาท ลดลง 22% สินค้าส่งออกสำคัญน้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน เป็นต้น
” นางพิรมล กล่าวสิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมเอเยนต์และสินค้า เพื่อผลักดันการส่งออกของไทย จึงร่วมกับเอกชนจัดงานไทยแลนด์ เทรด เอกซิบิชัน ที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 1014 มิ.ย.นี้ โดยนำสินค้าสิ่งทอและเครื่องประดับไปจัดแสดง และเดินแฟชั่นโชว์คอลเลกชันล่าสุดของแบรนด์ดังไทยรวม 36 ราย เชื่อว่าจะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท
“
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น จึงนิยมผ้าฝ้ายหรือผ้าชนิดบางที่ง่ายต่อการดูแลรักษา คนรุ่นใหม่จะนิยมซื้อสินค้าบ่อย โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนช่องทางจำหน่าย นิยมผ่านเอเยนต์และห้างสรรพสินค้า” นางพิรมล กล่าวทั้งนี้ สนนราคาแฟชั่นที่จับจ่ายขายคล่องนั้น ราคาเสื้อจะอยู่ระหว่าง 29150 เหรียญสิงคโปร์ เสื้อผ้า 1985 เหรียญสิงคโปร์ กระโปรง 39150 เหรียญสิงคโปร์ กางเกง 69190 เหรียญสิงคโปร์ และเสื้อแจ็กเกต 90500 เหรียญสิงคโปร์
นางพิรมล กล่าวอีกว่า จากกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างไทยจีน และข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างไทยอินเดีย จะทำให้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดอาเซียนจะขยายเป็นประชากรรวมกว่า 500600 ล้านคน เมื่อรวมกับประชากรของตลาดจีนอินเดีย ที่มีประชากรอีกกว่า 2,500 ล้านคน ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่สินค้าไทยและธุรกิจบริการของไทย จะขยายตัวได้อย่างมหาศาล ประกอบกับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 กรอบความร่วมมืออาเซียน จะลดภาษีนำเข้าเหลือเพียงร้อยละ 0 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่นักธุรกิจไทยจะเข้ามาลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน เพื่อปักธงเข้าทำตลาดก่อนเป็นรายแรกๆ จะทำให้ผู้บริโภคจดจำสินค้าไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐานได้ก่อนสินค้าแบรนด์ดังอื่นๆ







