
กรมเหมืองเล็งปลดล็อกออกใบอนุญาตเหมืองทอง
กรมเหมืองฯ หาช่องปลดล็อกอาชญาบัตรพิเศษเหมืองทองคำกว่า80 ใบ คาดประกาศหลักเกณฑ์ได้ในปีนี้
กรมเหมืองฯ หาช่องปลดล็อกอาชญาบัตรพิเศษเหมืองทองคำกว่า80 ใบ คาดประกาศหลักเกณฑ์ได้ในปีนี้
นายปณิธาน จินดาภู อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กพร. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศกระทรวง การให้อาชญาบัตรพิเศษเหมืองทองคำซึ่งจะเสนอต่อนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ภายใน 1 เดือน จากนั้นก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา คาดว่าจะสามารถประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ภายในปีนี้
การเตรียมออกประกาศกระทรวงนี้ สืบเนื่องจากในปี 2552 ครม.ได้มีมติให้ระงั[การออกอาชญาบัตรพิเศษเหมืองทองคำ เนื่องจากเห็นว่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ให้กับรัฐน้อยเกินไป รวมทั้งยังมีระบบการจัดการเหมืองทองคำที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีแผนปรับปรุงฟื้นฟูเหมืองทองคำหลังปิดเหมือง จึงมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปปรับหลักเกณฑ์การให้อาชญาบัตรพิเศษใหม่ เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ให้กับภาครัฐและรักษาสิงแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม พร้อมกันนี้ หลังจากที่ ครม. อนุมัติหลักเกณฑ์ใหม่นี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำที่เข้ามายื่นขออาชญาบัตรพิเศษเหมืองแร่ทองคำที่ค้างอยู่ 70-80 ราย จะได้รับการพิจารณา
นายปณิธาน กล่าวว่า พร้อมกันนี้ กพร. อยู่ระหว่างปรับปรุง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 โดยจะนำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมารวมกันเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงาน ได้แก่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 และ พ.ร.บ.พิกัดอัตราค่าภาคหลวง พ.ศ. 2509 ซึ่งประเด็นสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ จะเพิ่มสัดส่วนผลประโยชน์ให้กับภาครัฐ 40-60% ของมูลค่าแร่ที่ผลิตได้ จากปัจจุบันที่เก็บได้ไม่เกิน 30% รวมทั้งยังได้กำหนดหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ทองคำและฟื้นฟูเหมืองแร่ทองคำที่ชัดเจน
มีหลักการกระจายอำนาจการออกใบอนุญาต ทั้งประทานบัตรการทำเหมืองแร่ และอาชญาบัตรการสำรวจเหมืองแร่ โดยการออกประทานบัตรเหมืองแร่ หากเป็นเหมืองแร่ขนาดเล็ก จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติ และในอนาคตหากองค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) มีศักยภาพเพียงพอ ก็จะโอนอำนาจให้ดูแล เหมืองแร่ขนาดกลาง ให้อธิบดี กพร. เป็นผู้อนุมัติ และเหมืองแร่ขนาดใหญ่ เช่น เหมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำ ในทะเล และใต้ดิน ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้อนุมัติ
การออกอาชญาบัตรพิเศษสำหรับเหมืองขนาดใหญ่หรือเหมืองทองคำ ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้อนุมัติ อาชญาบัตรขนาดรองลงมา ให้อธิบดี กพร. เป็นผู้อนุมัติ และอาชญาบัตรทั่วไป ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อบต. เป็นผู้อนุมัติ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีหน้าที่เพียงการออกนโยบาย และให้การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ
นายปณิธาน กล่าวว่า ตามกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่จะมีการตั้งกองทุนดูแลประชาชนรอบเหมืองแร่ขึ้นใหม่ 2 กองทุน ได้แก่ 1. กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ให้กับชุมชนรอบเหมืองแร่ โดยได้นำร่องในเหมืองหินก่อนตั้งแต่ปลายปี 2556 โดยเก็บในอัตรา 50 ส.ต./ตัน/ปี แต่ไม่น้อยกว่า 2 แสนบาท/ปี ซึ่งที่ผ่านมาเฉลี่ยจ่ายเข้ากองทุนฯนี้ประมาณ 7 แสนบาท/เหมือง ซึ่งมีเหมืองหินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนนี้ประมาณ 20 เหมือง โดยจะมีตัวแทนจากชาวบ้าน โรงพยาบาลท้องถิ่น และภาครัฐเข้ามาร่วมดูแลกองทุนฯนี้
ส่วนกองทุนที่ 2 กองทุนพัฒนาชุมชนรอบเหมืองแร่ง จะจัดเก็บตันละ 1 บาท/ตัน/ปี แต่ไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท/ปี รวมแล้วทั้ง 02 กองทุนฯจะนำเงินมอบให้กับชุมชนไม่ต่ำกว่า 7 แสนบาท/ปี รวมเงินจากเหมืองทั้ง 20 แห่งแล้วจะมีรายได้เข้ากองทุนไม่ต่ำกว่า 14 ล้านบาท/ปี ซึ่งในอนาคตจะพิจารณาจัดเก็บกองทุนให้ครอบคลุมทุกเหมืองแร่ โดยจะต้องพิจารณาอัตราจัดเก็บที่เหมาะสม เพราะแร่แต่ละชนิดมีมูลค่า และปริมาณต่างกัน
สำหรับการจัดเก็บค่าภาคหลวงเหมืองแร่ในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 3.2-3.3 พันล้านบาท และในปี 2558 ก็คาดว่าจะขยายตัวเท่ากับปีนี้
ส่วนกรณีที่มีประชาชนในจังหวัดสระบุรีเข้ามาร้องเรียนถึงการที่บริษัทเอกชนลักลอบขุดแร่ทองคำ จากการลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง ไม่พบการกระทำผิดดังกล่าว พบเพียงหลุมเจาะน้ำบาดาลจำนวน 2 หลุม ซึ่งขณะนี้ยังมีมติ ครม. ในปี 2552 ห้ามออกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำกพร. จึงไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตามที่มีการกล่าวหา
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ







