posttoday
โครงสร้างใหม่ สสว.สภาพัฒน์ของเอสเอ็มอี

โครงสร้างใหม่ สสว.สภาพัฒน์ของเอสเอ็มอี

22 กันยายน 2557

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

เปิดใจ “วิมลกานต์ โกสุมาศ” รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายหลังที่ สสว. ได้ย้ายมาอยู่ที่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำให้การทำงานของ สสว.กระชับ และมีพลังในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอีมีความรวดเร็ว ทำให้การบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างภาครัฐที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ จะส่งผลให้บทบาทของ สสว.มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน กลายเป็นหน่วยงานที่มีรูปแบบคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่พร้อมแนะนำแนวทางวางนโยบายเอสเอ็มอีของประเทศไทยทั้งหมด ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารเอสเอ็มอีสูงและยกให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศและระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้อนุมัติแล้ว 4 ยุทธศาสตร์ จากคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ได้แก่ 1.การบูรณาการจัดการภาครัฐเพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ ทำให้มีการวางระบบฐานข้อมูลเอสเอ็มอีใหม่ โดยเฉพาะจัดทำข้อมูลเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 2.7 ล้านราย มีการจดทะเบียนจัด ตั้งนิติบุคคล 34 แสนราย จึงมีเอสเอ็มอีจำนวนมากไม่ได้เข้าระบบ เพื่อให้การส่งเสริมเป็นรายกลุ่มธุรกิจ (เซ็กเตอร์) ได้ถูกต้อง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีตามวงจรธุรกิจ ทั้งการจัดตั้งศูนย์ให้บริการเอสเอ็มอีครบวงจรใน 5 ภูมิภาค จะเปิดตัวให้บริการในปีหน้า จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ทางธุรกิจเอสเอ็มอีออนไลน์ ที่แนะนำตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ ขยายธุรกิจ ฟื้นฟูธุรกิจ และการปรับธุรกิจเมื่อประสบปัญหา การจัดทำ SME National Champion เป็นครั้งแรก เพื่อคัดเลือกเอสเอ็มที่มีความสามารถสูงออกไปทำตลาดต่างประเทศ เชื่อมั่นว่าภายใน 10 ปี เอสเอ็มอีกลุ่มดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่า ส่งออกได้

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเอสเอ็มอี ด้วยการจัดตั้ง 1 มหาวิทยาลัยและอาชีวะ เป็นเครือข่ายช่วยเอสเอ็มอีแต่ละพื้นที่ ร่วมมือกับหน่วยงานด้านนวัตกรรม เพื่อทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงข้อมูล

ยุทธศาสตร์ที่ 4 เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นสมาคมต่างๆ พร้อมกับจัดงานเอเชียน เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป เริ่มครั้งแรกปีหน้า ที่นำผู้ประกอบการ อาเซียน และอาเซียนบวก 6 มาร่วมงาน การจัดทำข้อมูลเอสเอ็มอีอาเซียน เพื่อให้ทั่วโลกใช้ฐานข้อมูลเอสเอ็มอีอาเซียนที่ประเทศไทย

“สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งทบวงเอสเอ็มอี อยู่ที่รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นว่า การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐในการทำงานร่วมกับเอสเอ็มอีใหม่ จะส่งผลดีต่อการบริหารและวางนโยบายของเอสเอ็มอีไทยได้เป็นอย่างดี” วิมลกานต์ กล่าว

นอกจากนี้ สสว.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในอาเซียน ทั้งการจัดทำ ASEAN SME Service Center เพื่อนำเสนอข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาเซียน การจัดทำดัชนีชี้วัดเชิงนโยบาย ในการพัฒนาอาเซียน การจัดประชุม ASEAN Advisory Board เพื่อร่วมกำหนดนโยบายพัฒนาเอสเอ็มอี ซึ่งไทยจะจัดตั้ง Thai SME Advisory Board หรืออาจเป็นสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อร่วมกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ผู้ประกอบการไทยในอาเซียน หลังการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

เป็นโอกาสที่ดีแก่เอสเอ็มอีไทย โดยผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเองใหม่ หันมาร่วมมือสร้างเครือข่ายอาเซียน เพื่อใช้วัตถุดิบแต่ละประเทศในอาเซียน ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ส่วนสินค้าไทยที่มีโอกาสขยายตลาดในอาเซียน ได้แก่ สินค้าความงาม อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้นที่ผู้บริโภคในอาเซียนชื่นชอบแบรนด์สินค้าไทยสูงสุด

สำหรับปีนี้คาดว่าเอสเอ็มอีไทยจะมีอัตราการขยายตัว (จีดีพี) 22.5% ใกล้เคียงกับจีดีพี ของประเทศ ส่วนในปีหน้าคาดว่าจีดีพีเอสเอ็มอีจะขยายตัว 44.5%

“เชื่อว่าจากแผนยุทธศาสตร์ทั้งหมดจะเป็นการวางนโยบายพัฒนาเอสเอ็มอี ในระยะสั้น กลาง และยาว ทำให้มีโครงสร้างแข็งแกร่ง ก้าวสู่เอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพและเติบโตได้ดีในอนาคต” วิมลกานต์ กล่าวทิ้งท้ายรวมทั้ง สามารถเป็นเอสเอ็มอีไทยสามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพสูง และเป็นสินค้าที่ทั่วโลกต้องการ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน