
BGHยกมาตรฐานจับกลุ่มคนรวยอาเซียน
“หมอเสริฐ” ยกชั้นโรงพยาบาลในเครือเทียบสหรัฐจับกลุ่มคนมีเงินในอาเซียน หวังลูกค้าต่างชาติขยับเป็น 40% ปี 2558
“หมอเสริฐ” ยกชั้นโรงพยาบาลในเครือเทียบสหรัฐจับกลุ่มคนมีเงินในอาเซียน หวังลูกค้าต่างชาติขยับเป็น 40% ปี 2558
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานบริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ มีแผนใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท สร้างอาคารใหม่ โดยแยกเป็นแผนกตามโรคและเพิ่มงานวิจัยให้มากขึ้น เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านบริการทางการแพทย์ทัดเทียมกับมาตรฐานโรงพยาบาลในสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2560
ในงานประชุมวิชาการร่วมบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ประจำปี 2557 "Get healthy Get Ready for ASEAN Community" ภายใต้หัวข้อ ประเทศไทย ศูนย์กลางทางการแพทย์นานาชาติ ว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ BGH มีแผนลงทุนสร้างตึกใหม่จำนวน 4 ตึก บนพื้นที่ 4 ไร่ ขนาด 200 เตียง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาทต่อเตียง หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2560 โดยจะแยกออกมาเป็นแผนกตามโรคและเพิ่มงานวิจัยให้มากขึ้น เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านบริการทางการแพทย์ทัดเทียมกับมาตรฐานโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติที่จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 40% ภายในปี 2558 จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 30%
ขณะเดียวกันจะนำร่องด้วยการพัฒนาโรงพยาบาลขนาดเล็กก่อน 2 ตึก ขนาด 50 เตียง/ตึก เพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติในกลุ่มอาหรับและพม่า ทำให้ง่ายและสะดวกในการดูแลและบริหารจัดการ คาดว่าจะเสร็จในปี 2559 ทั้งนี้เพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปีนี้จะมีสัดส่วน 30% และเพิ่มเป็น 40% ในปี 2558
และเมื่อโรงพยาบาลในเครือ BGH ได้มาตรฐานเดียวกับสหรัฐฯ ต่อไปเมื่อเกิดการรับรู้ ลูกค้าชาวสหรัฐฯ และยุโรปเองก็จะเริ่มเข้ามาใช้บริการ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้รายได้ของ BGH โตก้าวกระโดด
ทั้งนี้ ในปี 2556 BGH มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการทั้งหมด 8.41 แสนคน แบ่งเป็นลูกค้าคนไทย 75% และลูกค้าต่างชาติ 25% โดยประเทศที่เข้ามารับบริการสูงสุด คือ กลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 20% รองลงมา คือ พม่า 18% อเมริกาใต้ 12% และคูเวต 7% ตัวเลขล่าสุดในช่วง 9 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2557) สัดส่วนลูกค้าต่างชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 30% แล้ว โดยที่ลูกค้าจากพม่าขยับขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทน
“การทำให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสหรัฐ เพราะต้องการดึงกลุ่มคนรวยจากจีนและอาเซียนที่มีความสามารถบินไปรักษาที่สหรัฐให้มารักษาที่เราแทน และยิ่งเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่มีประชากรรวมกัน 600 ล้านคน ในจำนวนนี้น่าจะมีคนที่มีเงินอย่างน้อย 1% หรือประมาณ 6 ล้านคน และจำนวนนี้คิดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนที่เข้ามาใช้บริการของ BGH เพิ่มขึ้น” นพ.ปราเสริฐ กล่าว
นอกจากนี้ BGH ยังมีแผนที่จะขยายโรงพยาบาลในเครือเพิ่มเป็น 50 แห่ง ในปี 2558 จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีโรงพยาบาลทั้งสิ้น 44 แห่ง จำนวนเตียงผู้ป่วย 7,700 เตียง ขณะที่รายได้ปี 2557 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 4.91 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำรายได้ไปแล้ว 2.7 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทจะขยายธุรกิจในกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น จำหน่ายกลุ่มโภคภัณฑ์ทางยา ยาเม็ด แคปซูล ยาน้ำ เครื่องมือทางการแพทย์ และช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สร้างกำไรให้แก่บริษัท โดยมีแผนจะขยายร้านขายยาเพิ่มขึ้นอีก 50% จากเดิมที่มีอยู่ 103 สาขา รวมทั้งจะลงทุนขยายไลน์การผลิตในกลุ่มอาหารเสริมมากขึ้นด้วย
สำหรับปัจจัยที่จะเข้ามาเกื้อหนุนให้ประเทศไทยกับการเป็น Inter Medial Hub คือ การมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนภาครัฐ ความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคเอกชน ศักยภาพและการเติบโตของธุรกิจบริการสุขภาพ ความพร้อมของผู้ประกอบการและบุคคลากรทางการเพทย์ ความเชื่อมโยงบริการด้านสุขภาพกับบริการในสาขาอื่นๆ แต่ทั้งนี้ควรปรับปรุงเรื่องหนังสือรับรองการเดินทาง (วีซ่า) สำหรับผู้ป่วยและผู้ติดตามที่เป็นต่างชาติ และผ่อนผันให้แพทย์ต่างชาติที่มีความสามารถให้ทำงานในประเทศไทยได้ ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการแพทย์ให้ถูกลง
“เวลานี้ต้องยอมรับว่า วิชาความรู้ด้านการแพทย์ของสหรัฐฯ ดีที่สุด ในยุโรปก็ดี ซึ่งก็เป็นที่น่าเชื่อถือ มองว่าหากภาครัฐหรือแพทยสภาใจกว้างพอ ควรจะเข้ามาส่งเสริมด้านนี้อย่างยิ่งจัง เพื่อยกระดับความรู้ด้านการแพทย์ให้เท่าเทียมกันกับทั่วโลก โดยเปิดโอกาสให้หมอเก่งๆ จากสหรัฐฯและยุโรปเข้ามาทำการรักษาในเมืองไทยได้ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ประหยัดและยังได้หาความรู้จากเขาด้วย” นายแพทย์ปราเสริฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยยังต้องมีการเตรียมความพร้อมอีกมาก อาจจะอีกอย่างน้อย 8 ปี เพื่อให้โรงพยบาลต่างๆมีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เนื่องด้วยยังต้องมีการพัฒนาความรู้ความสามารถบุคคลากรการแพทย์ โดยเฉพาะเภสัชกร และแพทย์







