posttoday
ทีโอที-กสท.ตีปีก รับดิจิทัล อีโคโนมี

ทีโอที-กสท.ตีปีก รับดิจิทัล อีโคโนมี

18 กันยายน 2557

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

คำประกาศของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีว่า จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้อยู่บนฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี

ก่อนจะมาขยายแนวทางให้เห็นเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้จุดอ่อนประเทศไทยคือเศรษฐกิจสมัยใหม่ หรือเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยเคยพยายามที่จะทำแต่กลับรองรับไม่ได้ เพราะไม่ได้เดินไปในแผนเดียวกัน ขณะที่ระบบธนาคารปัจจุบันต้องใช้ดิจิทัลมากขึ้น รถยนต์เริ่มใช้ดิจิทัลเป็นเบส ธุรกิจบริการเริ่มใช้ดิจิทัลเป็นเบส

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่การพัฒนาดิจิทัลเบสต้องทำเป็นแผนเดียวแล้วแจกจ่ายออกไป

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับปากที่จะนั่งเป็นประธานคณะกรรมการเนชั่นแนล ดิจิทัล อีโคโนมีแล้ว เพื่อผลักดันให้เป็นรูปธรรมและจะทำให้สำเร็จออกมาให้เห็นภายใน 1 ปี แน่นอน

หลายคนสงสัยว่า “ดิจิทัล อีโคโนมี” เป็นอย่างไร และใครจะได้รับประโยชน์

ดิจิทัล อีโคโนมี มีความหมายเดียวกับ “เศรษฐกิจใหม่ (new economy)” คือเป็นระบบเศรษฐกิจที่ยืนบนฐานความรู้ อันเป็นผลผลิตจากการค้าเสรีและการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีผนวกกับกับความรู้ของบุคคล มาผลิตสินค้าและบริการให้มีคุณภาพและเพิ่มความเร็วในการให้บริการ การเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในธุรกิจลงได้อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น จะต้องมีโต้โผที่ดูแลในเรื่องลงทุนด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนกลายเป็นยักษ์ใหญ่รัฐวิสาหกิจของไทยที่อาการป้อแป้มาระยะหนึ่งจนต้องมีการฟื้นฟูองค์กร

แต่พลันเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี “ทีโอทีกสท.โทรคมนาคม” ก็ฟื้นไข้

ข้อมูลในทางลึกเฉพาะทีโอทีนั้นได้วางแผนลงทุนไว้ชุดใหญ่แต่ก็ล้มไปทุกครา ทั้งๆ ที่แผนดังกล่าวสอดรับกับการพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ขณะนี้แผนดังกล่าวได้ถูกส่งให้กับทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์ และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรไปแล้ว

ประกอบด้วยแผนลงทุนโครงการระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ บรอดแบนด์ความเร็วสูง 2 ล้านพอร์ต และโครงการปรับเปลี่ยนโครงข่ายเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ (NGN) เพื่อเป็นช่องทางให้ทีโอทีทำธุรกิจต่อไปได้

โครงการเคเบิลใต้น้ำเป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตให้ประเทศ ใช้เงินลงทุน 5,900 ล้านบาท เพื่อเชื่อมระบบเคเบิลใต้น้ำจาก จ.สงขลา ไปยังระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC (Southeast AsiaJapan Cable System) และเชื่อมจาก จ.สตูล ต่อตรงไปยัง AAE1 (Asia Africa Europe1) ทำให้ทีโอทีมีความจุในการใช้อินเทอร์เน็ต รวมสูงสุด 8,600 Gbps รองรับการใช้งานได้ 10 ปี

แผนลงทุนนี้จะช่วยลดค่าเช่าเกตเวย์ได้ปีละหลายพันล้านบาท

นอกจากนี้ จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของโลกได้ด้วย โดยจะคืนทุนได้ภายใน 56 ปี เมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนโครงการ 25.5%

โครงการบรอดแบนด์ 2 ล้านพอร์ต ใช้เงินลงทุน 32,550 ล้านบาท ใน 4 ปี ว่ากันว่าจะคืนทุนได้ใน 45 ปี เพราะจะมีผลตอบแทนถึงปีละ 25.2%

ขณะที่ โครงการ NGN (787,500 พอร์ต) วงเงินลงทุน 2,800 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ใน 4 ปีครึ่งเท่านั้น เพราะจะมีผลตอบแทน 28.4%

ขณะที่ บริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นมีแผนลงทุนในโครงข่ายเคเบิลใยแก้ว FTTX มูลค่า 4,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้นจะเชื่อมโยงกับระบบเคเบิลหลักที่มีอยู่คือ เชื่อมโยงระหว่างสถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 3 ชลบุรีสถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 1 เพชรบุรีสถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 5 ชุมพรสำนักงานบริการ กสท เกาะสมุยสถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 2 สงขลา ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก สำหรับใช้งานรับส่งสัญญาณระหว่างประเทศ กับ ระบบเคเบิลใต้น้ำ TIS, FLAG, SEAMEWE3, SEAMEWE4 และ AAG

ขณะเดียวกันจะเดินหน้าพัฒนาการติดตั้งโครงข่ายเพื่อให้บริการ 3G 4G ทั่วประเทศ จำนวน 5,320 สถานี มูลค่า 1.61.8 หมื่นล้านบาท เพื่อให้บริการโครงข่ายทั่วประเทศ

หากดำเนินการสำเร็จ รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งรอด ขณะที่ประเทศไทยจะพลิกไปเหมือนเกาหลีใต้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน