posttoday

'เกรซ' บรรจุภัณฑ์สีเขียว เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

13 กันยายน 2557

เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับประเทศไทย ที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับประเทศไทย ที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันหลายสิบปีของประเทศไทย เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน ที่น่าตกใจคือ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้โฟมและพลาสติก เพราะโฟมและพลาสติกเป็นภาชนะที่ผลิตมาจากปิโตรเลี่ยม หากสัมผัสกับอาหารประเภทที่เป็นตัวทำละลาย เช่น กลุ่มน้ำมัน กลุ่มที่เป็นกรด หรืออื่นๆ จึงมีสารเคมีที่เป็นอันตรายละลายออกมาปนเปื้อนกับอาหารทันที

บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เกรซ” จึงมีแนวคิดทำธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีด้วย ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติที่นำมาจากพืชเกษตรของไทยมาแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ในแบบต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรที่เหลือใช้ และสร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่บรรจุภัณฑ์ของไทย

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติแบรนด์ “เกรซ” เปิดเผยว่า การทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยใช้งาน และต้องการกระตุ้นให้ผู้บริโภคลด ละ เลิก การใช้โฟมและพลาสติก เพราะเป็นสารที่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

'เกรซ' บรรจุภัณฑ์สีเขียว เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

 

ขณะเดียวกันโฟมและพลาสติก ที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่า ใช้งานได้แสนง่ายและสบาย กลับเป็นสิ่งที่สร้างปัญหามากสุดในโลก โดยโฟมต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 1,000 ปี พลาสติก ใช้เวลาย่อยสลาย 450 ปี ขณะเดียวกัน ในแต่ละปี คนไทยใช้บรรจุภัณฑ์ จำนวนเฉลี่ย 2.3 ชิ้นต่อวัน รวมแล้วทั้งประเทศ เฉลี่ยที่ 150 ล้านชิ้นต่อวัน และในแต่ละปีประมาณ 50,000 ชิ้นต่อปี ถือเป็นจำนวนสูงมาก แตกต่างจาก สินค้าของบริษัท สามารถย่อยสลายได้เองใน 6 สัปดาห์ เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากนี้ การทำสินค้าบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติ เพราะไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม มีของเหลือใช้จากการเกษตรจำนวนมาก จึงได้นำขยะการเกษตรอย่างชานอ้อย เพราะไทยส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสองของโลก นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมกับการเลือกลงทุนสร้างโรงงานใกล้กับแหล่งโรงงานน้ำตาลใน จ.ชัยนาท

โรงงานใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาทใช้เวลาถึง 4 ปีจึงจะคืนทุน เพราะคนไทยไม่รู้จักสินค้า และเมื่อรู้จักแล้วก็มองว่า สินค้ามีราคาแพง ถือเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างตลาดในประเทศ ทำให้บริษัทเลือกแนวทางขยายตลาดไปต่างประเทศก่อน เมื่อส่งออกสินค้าต่างประเทศได้แล้ว เมื่อลูกค้าต่างประเทศรู้จักแบรนด์ จึงหันมาทำตลาดในประเทศ และปรับแบรนด์ใหม่ เริ่มจากตลาดในโรงพยาบาล หลังจากนั้นจึงขยายตลาดไปเอกชน

“ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้สินค้าของบริษัทมีลูกค้าเลือกใช้จำนวนมาก เพราะการใช้สินค้าของเกรซ ก็เหมือนกับการทำแคมเปญซีเอสอาร์ จึงมีลูกค้าหลายรายใช้สินค้ามากขึ้น ทำให้คนในประเทศมีโอกาสใช้สินค้าเพิ่มขึ้น” นพ.วีรฉัตร กล่าว

นอกจากนี้ ภาครัฐ ได้รณรงค์ให้ประเทศไทยจะปลอดจากโฟม ภายใน 3 ปี ส่งผลดีต่อผู้บริโภคเช่นเดียวกัน และในปีนี้ บริษัทได้เปิดตัว เกรซ ซิมเปิล โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากเยื่อชานอ้อยผสมกับเยื่อไผ่ จึงมีราคาถูกกว่าเกรซคลาสิคประมาณ 50% ส่วนเกรซคลาสสิค ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ ซึ่งเป็นเยื่อชานอ้อย 100% จึงมีสีขาว ราคาจึงแพงกว่า มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ไร้สารก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน เจาะตลาดลูกค้าในตลาดสด ร้านอาหาร และร้านโชห่วย

ทั้งนี้ ได้ปลูกฝังให้พนักงานทุกคนในบริษัทที่มีกว่า 400 คน ห้ามนำโฟมมาใช้ในโรงงานหรือในบริษัทอย่างเด็ดขาด และได้อนุญาตให้พนักงานสามารถเบิกกล่องเกรซไปใช้ได้ส่วนตัวจำนวน 50 กล่อง/เดือนฟรีด้วย พร้อมกับการปลูกฝังแนวคิดดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

'เกรซ' บรรจุภัณฑ์สีเขียว เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

 

ปัจจุบัน ยอดขายของบริษัทจะมาจากในประเทศ 50% และต่างประเทศ 50% โดยส่งออกไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่ส่งออกมากสุด คือ ญี่ปุ่นรองลงมาสหรัฐและยุโรป โดยตลาดต่างประเทศนั้น เป็นตลาดที่ผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงมาก และเข้าใจผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นอย่างดี ทำให้ที่ผ่านมาตลาดส่งออกเติบโตสูงในทุกปี

สำหรับแผนงานต่อไปจะขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากโรงงานใหม่ที่อยู่ใกล้โรงงานแห่งเดิม จะเริ่มเดินเครื่องผลิตใหม่ได้ในเดือน ต.ค.นี้ มีมูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท มีกำลังการผลิต 200 ล้านชิ้น/ปี ใกล้เคียงโรงงานแรก ส่วนเป้าหมายยอดขายในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 400 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน

ผลจากการที่บริษัทมีแนวคิดในการทำธุรกิจ จากความต้องการทำให้สังคมได้รับผลดี คนไทยสุขภาพดี บริษัทเติบโตพร้อมกัน และเป็นบริษัทเพื่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยรางวัลล่าสุดคือ ผู้ผลิตและผู้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นรางวัลที่แสดงถึงการทำธุรกิจที่มุ่งเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี สามารถนำวิทยาศาสตร์มาสร้างสิ่งที่มีมูลค่าต่อสังคมได้

นพ.วีรฉัตร กล่าวว่า หลักคิดสำคัญของการทำธุรกิจที่ยึดถือตลอดมา คือ การให้คุณค่ากับสิ่งที่เรียกว่า มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะไม่อยากให้ประเมินขนาดบริษัทใหญ่หรือเล็ก ด้วยมูลค่าธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทต้องการมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมมากที่สุด และอยากให้ภาคเอกชนไทยคำนึงถึงการทำธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สังคมด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สร้างความยั่งยืนกับทั้งธุรกิจและประเทศระยะยาว

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง