
ทุ่ม5หมื่นล้านโค่นต้นยางแก่%CUR
สกย.ตั้งเป้า7ปีลดพื้นที่ปลูกลง2ล้านไร่ชาวสวนคาดสำเร็จยากแนะอุ้มราคาดีกว่า
สกย.ตั้งเป้า7ปีลดพื้นที่ปลูกลง2ล้านไร่ชาวสวนคาดสำเร็จยากแนะอุ้มราคาดีกว่า
สกย.ทุ่มเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท หนุนโค่นยางแก่ แล้วให้ไปปลูกพืชอื่น ตั้งเป้า 7 ปีลดพื้นที่ 2 ล้านไร่
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้จัดทำโครงการควบคุมปริมาณผลผลิตยางพาราในประเทศ โดยจะใช้มาตรการสนับสนุนการโค่นยางเก่าที่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่าหรือต้นยางที่มีอายุเกิน 25 ปี ปีละ 4 แสนไร่ และให้ลดการปลูกยางใหม่ทดแทนเหลือ 3 แสนไร่ ส่วนพื้นที่ปลูกที่เหลืออีก 1 แสนไร่ สกย.จะสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูกพืชอื่นทดแทน โดยให้เงินชดเชย 2.6 หมื่นบาท/ไร่ มีระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ซึ่งจะลดพื้นที่ปลูกยางได้ 2 ล้านไร่ คิดเป็นเงินชดเชย 5.2 หมื่นล้านบาท และจะลดพื้นที่ปลูกจากปัจจุบัน 19 ล้านไร่เหลือ 17 ล้านไร่
“โครงการในปีแรกจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2558 หรือเดือน ต.ค.นี้ซึ่งการโค่นยางในปีแรก 4 แสนไร่ จะลดผลผลิตยางได้ 1 แสนตัน และตลอดทั้งโครงการจะลดพื้นที่ปลูกยางได้ 2 ล้านไร่ โดยคาดว่าลดผลผลิตยางได้ประมาณ 7.1 แสนตัน จากปัจจุบันไทยมีผลผลิตยาง 4 ล้านตัน/ปี และมีผลผลิตส่วนเกิน 3แสนตัน/ปี ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ” นายชวลิต กล่าว
นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่าเกษตรกรจะไม่โค่นยางตามเป้าหมายที่ สกย.วางไว้ เพราะหากโค่นต้องรอถึง 7 ปีแล้วถึงจะเปิดกรีดยางใหม่ได้ ซึ่งทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ โดยมาตรการที่รัฐควรดำเนินการโดยเร่งด่วน คือ ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจะเหมาะสมกว่า และจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติอนุมัติมาตรการแก้ปัญหายางพราคาตกต่ำทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาในด้านราคา ปรับปรุงคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่า โดยมีโครงการสำคัญ คือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางเบื้องต้น มีเป้าหมายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 245 แห่ง ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2557-31 ส.ค. 2567
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายลดความต้องการขายวัตถุดิบยางพาราในตลาด เพื่อรอขายในราคาที่เหมาะสมเดือนละไม่น้อยกว่า 1.1 แสนตัน หรือปีละประมาณ 8.9 แสนตัน โดยคิดจากระยะเวลาการกรีดยางพาราปีละ 8 เดือน สามารถเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปยางพาราเดือนละไม่น้อยกว่า 274 ล้านบาท หรือปีละประมาณ 2,192 ล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์จะทอนเป็นเงินกลับคืนไปยังเกษตรกรได้ 2.44 บาท/กิโลกรัม
ขณะที่โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการรวบรวมยาง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2557 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 จะช่วยชะลอความต้องการขายวัตถุดิบยางพาราในตลาดเดือนละไม่น้อยกว่า 8.7 หมื่นตัน หรือปีละไม่น้อยกว่า 7 แสนตัน หรือคิดเป็น 20% ของปริมาณยางที่ผลิตในประเทศ ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไม่น้อยกว่า 5 แสนราย มีแหล่งขายยางพาราในระดับพื้นที่ เป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่งมาจำหน่ายในตลาดกลางหรือแหล่งซื้อขายในเมือง







