posttoday
แนะกลเม็ดบูติกโฮเตลมุ่งสู่ "กรีนทัวริสซึ่ม"

แนะกลเม็ดบูติกโฮเตลมุ่งสู่ "กรีนทัวริสซึ่ม"

12 กันยายน 2557

การท่องเที่ยวสีเขียว หรือการท่องเที่ยวที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจระยะยาว

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การท่องเที่ยวสีเขียว หรือการท่องเที่ยวที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจระยะยาว เป็นเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกสนใจ ผู้ประกอบการไทยบางส่วนได้ตื่นตัวทำตามแนวทางนี้อย่างตั้งใจ บางส่วนทำตามกระแสและอาจจะยังไม่ถูกต้องตามแนวทางการท่องเที่ยวสีเขียวที่แท้จริง ขณะที่บางส่วนยังไม่เริ่มทำเลย

สิงห์ อินทรชูโต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในกรรมการตัดสินโครงการไทยแลนด์ บูติก อวอร์ด ประกวดโรงแรมที่มีเอกลักษณะเฉพาะ ที่บริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) จัดขึ้น เปิดเผยว่า ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวยังเน้นแค่เรื่องรายได้เป็นหลัก มีโรงแรมน้อยแห่งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจริงจัง ส่วนใหญ่เมื่อเอ่ยถึงการท่องเที่ยวสีเขียว มักเข้าใจว่า ปลูกต้นไม้มากๆ ในโรงแรมอย่างเดียว ทั้งที่ด้านอื่นก็ทำได้ หรืออาจทราบแต่กลัวลงทุนสูง กลัวลูกค้าที่มาพักไม่พอใจหากปรับเปลี่ยนบางเรื่องให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โรงแรมขนาดเล็ก ประเภทบูติกโฮเต็ล ก็ปรับปรุงให้เป็นโรงแรมสีเขียว สอดคล้องการท่องเที่ยวสีเขียวได้ โดยไม่ต้องลงทุนสูง เช่น สบู่หรือแชมพูที่วางให้ลูกค้าในห้องพัก แทนที่จะใส่ขวดพลาสติกแบบหยิบกลับได้ ก็เปลี่ยนเป็นวางขวดเซรามิก ให้ลูกค้ากดสบู่หรือแชมพูตามปริมาณที่ต้องการแทน ส่วนการทำความสะอาดพื้นในโรงแรม แทนที่จะใช้สารเคมี อาจเปลี่ยนเป็นสารจากธรรมชาติ

นอกจากนี้ ถังขยะในห้องครัวอาจแยกกากอาหารกับถุงพลาสติกออกจากกัน นำกากอาหารไปทำปุ๋ยหมัก อาจปลูกผักในโรงแรมให้ลูกค้าที่มาพักเก็บไปให้แม่ครัวทำให้รับประทาน ใช้ผ้าปูที่นอนที่ใช้สีธรรมชาติแทนผ้าปูที่นอนใช้สารฟอกขาว เลือกวัสดุที่แสดงให้เห็นว่ามีกระบวนการผลิตประหยัดพลังงานที่สุด และอาจติดป้ายรณรงค์ผู้ใช้บริการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟในโรงแรม เป็นต้น

“อุตสาหกรรมท่องเที่ยวใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยมาก เช่น ตามบ้านปกติใช้น้ำเฉลี่ย 200-300 ลิตร/คน/วัน เมื่อเป็นโรงแรมใช้น้ำ 1,000-1,500 ลิตร/คน/วัน ยิ่งถ้าเป็นพูลวิลล่า อาจใช้น้ำถึง 2,000 ลิตร/คน/วัน สะท้อนได้ชัดว่าใช้พลังงานเปลืองกว่าบ้านทั่วไปมากกว่า 10 เท่า จึงต้องรณรงค์ให้โรงแรมร่วมทำท่องเที่ยวสีเขียว โดยเริ่มทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หากรู้ว่าสิ่งที่โรงแรมทำ จุดไหนบ้างที่กระทบสิ่งแวดล้อม ก็แก้ไขจุดนั้นไปก่อน” สิงห์ กล่าว

โรงแรม รีสอร์ทขนาดไม่ใหญ่แต่เป็นตัวอย่างโรงแรมที่มีทำท่องเที่ยวสีเขียวได้ดี เช่น แพ 500 ไร่ เขื่อนเชี่ยวหลาน จะขนขยะออกมาจากเขื่อนนำไปบำบัดพื้นที่ด้านนอก ปิดไฟปิดน้ำหลังเวลา 22.00 น. เตรียมอาหารให้พอเหมาะกับลูกค้าที่เข้าพัก เพื่อไม่ให้อาหารเหลือทิ้ง หรือริเวอร์แคว จังเกิล ราฟท์ ของเครือเซเรนนาต้า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุ๊ป ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในรีสอร์ท มีเพียงไฟตะเกียง การทำกิจกรรมบันเทิงเล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังช่วงค่ำ ก็ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน นอกจากนี้รีสอร์ทยังรักษาต้นไม้โดยรอบเอาไว้หมด

“หากเป็นรีสอร์ทริมทะเล แล้วจะทำให้เข้ากับการท่องเที่ยวสีเขียว ต้องเน้นระบบจัดการขยะและระบายน้ำเสียเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องปลูกสนามหญ้ามาก ให้รีสอร์ทมีสีเขียวมาก เพราะปลูกหญ้าต้องหาน้ำจืดมารดน้ำต้นไม้มากเช่นกัน” สิงห์ กล่าว

การท่องเที่ยวสีเขียวสำหรับโรงแรมนั้น ไม่จำเป็นจะต้องปรับปรุงตัวโรงแรมให้เป็นโรงแรมสีเขียวอย่างเดียว แต่อาจจะทำในรูปแบบกิจกรรมก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เช่น เลือกสินค้าโดดเด่นในชุมชนมาเสนอที่โรงแรมให้นักท่องเที่ยวซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน ถือเป็นการช่วยเหลือให้ชุมชนรอบข้างโรงแรมมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือพานักท่องเที่ยวที่มาเข้าพักไปเดินตลาดสดซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดกลับมาทำรับประทานที่โรงแรม เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

สิงห์ กล่าวว่า อยากให้มีมาตรการภาษีจูงใจกรณีทำโครงการท่องเที่ยวสีเขียว (กรีน แท็ก) ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าซื้อวัสดุที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมาหักลดหย่อนภาษีได้ รวมทั้งสถาบันการเงินควรสนับสนุนมาตรการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการที่ตั้งใจปรับปรุงโรงแรมให้เป็นโรงแรมสีเขียว จะช่วยให้คนทำธุรกิจโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สิ่งสำคัญของการทำท่องเที่ยวสีเขียว ก็คือ ทำอย่างไรเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความรู้สึกของลูกค้า กับการปรับปรุงโรงแรมให้เข้ากับการท่องเที่ยวสีเขียว ดังนั้นระหว่างที่ทำการท่องเที่ยวสีเขียว ก็ต้องพยายามสร้างการรับรู้ทำให้ผู้เข้าพักตระหนักเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย และที่สำคัญต้องระวังเรื่องการทำท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อจุดประสงค์ปรับขึ้นราคาห้องพัก เพราะนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการท่องเที่ยวสีเขียว

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่