
ชัยภูมิฯบุกกรุงเพิ่มบริการ
ชัยภูมิโปรการ์ดบุกกรุง ตั้งเป้า 3 ปี แตะ 500 ล้าน เล็งขยายรับเออีซี
ชัยภูมิโปรการ์ดบุกกรุง ตั้งเป้า 3 ปี แตะ 500 ล้าน เล็งขยายรับเออีซี
นายยุทธพงค์ ทิพย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยภูมิ โปรการ์ด ผู้ให้บริการงานรักษาความปลอดภัย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัยในปี 2557 คาดว่าจะมีมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 30% จากปีก่อน เป็นผลจากภาครัฐเพิ่มงบประมาณจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยมากขึ้น จากปีที่ผ่านมาภาครัฐมีข้อจำกัดงบประมาณดังกล่าวหลังการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
ขณะที่ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 300 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% จากปีก่อนอยู่ที่ 250 ล้านบาท พร้อมขยายตลาดเข้าสู่ในเขตกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกรุงเทพฯ ขึ้นอีก 1520% จากเดิมมีสัดส่วนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเท่ากัน
นอกจากนี้ ยังรุกตลาดใหม่ด้วยการขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้บริการรักษาความปลอดภัยในศูนย์การค้า โดยได้เซ็นสัญญากับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 3 แห่ง ได้แก่ สาขาเชียงใหม่ สมุย และศาลายา รวมทั้งเปิดหน่วยงานรับผิดชอบใหม่ในการให้บริหารจัดการดูแลอาคารสำนักงานและอาคารครบวงจร อาทิ แม่บ้าน พนักงานขับรถ ช่าง
“ที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ระหว่างภาครัฐและเอกชนของบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 20% ต่อ 80% ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ต่อ 70% ภายในปีนี้ พร้อมการขยายตลาดเข้าสู่ในเขตกรุงเทพฯมากขึ้นโดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ในเขตกรุงเทพฯขึ้นอีก 1520% จากเดิมมีสัดส่วนระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัดอยู่ที่ 50%ต่อ50% ซึ่งปัจจุบันบริษัทไม่เพียงแต่มีบริการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีการให้บริการอื่นๆอาทิ แม่บ้านทำความสะอาด, พนักงานขับรถ, คนดูแลต้นไม้, ช่าง และอื่นๆอย่างครบวงจร” นายยุทธพงค์ กล่าว
นายยุทธพงค์ กล่าวว่า ในอีก 3 ปีจากนี้คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท จากการขยายตลาดต่างประเทศรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยปีนี้เริ่มที่ประเทศลาวในรูปแบบการร่วมมือกับบริษัทผู้ว่าจ้างในการดูแลรักษาความปลอดภัยในลาว จากนั้นคาดว่าจะตั้งบริษัทเต็มรูปแบบในลาวได้ในปี 2558
ของบริษัทเองในภายหลัง โดยเริ่มต้นที่ประเทศลาว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีหน้า
สำหรับประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับด้านรักษาความปลอดภัย ยอมรับว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นในธุรกิจบ้าง ซึ่งบริษัทได้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบคนที่เข้ามาร่วมงานมากขึ้น
โดยได้มีการตรวจสอบประวัติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้านข้อมูลประวัติอาชญากรรมและประวัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเพิ่มความถี่ในการส่งพนักงานในพื้นที่ตรวจสอบการทำงานและติดต่อกับผู้ว่าจ้างมากยิ่งขึ้น







