
‘ธปท.’เตือนรายย่อยเสี่ยง
ซื้อตราสารหนี้ตามบาเซิล3จากแบงก์ดอกสูงแต่ต้องให้ความรู้ลูกค้าก่อนขาย
ซื้อตราสารหนี้ตามบาเซิล3จากแบงก์ดอกสูงแต่ต้องให้ความรู้ลูกค้าก่อนขาย
ธปท.เตือนรายย่อยซื้อตราสารหนี้ตามเกณฑ์บาเซิล 3 ให้ผลตอบแทนดีแต่มีความเสี่ยงสูง
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวที่นับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ของสถาบันการเงินได้ตามเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงินตามมาตรฐานสากล ฉบับที่ 3 (บาเซิล 3) ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ ซึ่งเกณฑ์ใหม่ที่ปรับปรุงช่วยให้ตราสารหนี้ฯ ตามเกณฑ์ใหม่สามารถรองรับความเสียหายของสถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์ในกรณีที่มีปัญหาความไม่เพียงพอของกองทุนได้จริง ซึ่งตราสารหนี้ตัวใหม่นี้ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปและเงินฝากเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.60.7% แต่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ฉะนั้นสถาบันการเงินที่จะออกขายควรชี้แจงให้นักลงทุนเข้าใจ
“ตราสารหนี้ที่นับเป็นทุนและรองรับความเสียหายได้จริงตามเกณฑ์ใหม่ที่ปรับปรุงนี้ มีลักษณะที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือเรียกว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับตราสารทุนมากกว่า ดังนั้นจึงจะมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารทั่วไปประมาณ 0.60.7% ธปท.มีความเป็นห่วงและขอให้แบงก์ที่จะออกขายตราสารหนี้ดังกล่าวนี้ให้กับรายย่อย ต้องดูแลความเหมาะสมของผู้ลงทุนทั้งในแง่ความรู้ความเข้าใจและการรองรับความเสี่ยงให้ดีด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเสียหายหรือซื้อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์” นายสมบูรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ การออกตราสารหนี้ดังกล่าวต้องขออนุญาต ธปท.ออก และต้องขอคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการออกขาย โดยตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวที่นับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซิล 3 นี้ มี 2 ประเภท คือ 1.ตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่สามารถแปลงเป็นทุนได้ และ 2.ตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่ปรับลดมูลค่าหนี้ลงได้ (แฮร์คัต) เช่น จากเดิมมีมูลค่า 100 บาท อาจจะลดลงเหลือ 70 บาท เป็นต้น ซึ่งผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้จะต้องได้รับความเสียหายด้วย
นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์บาร์เซิลเดิมก่อนจะปรับปรุง ธนาคารในประเทศไทยออกตราสารหนี้ที่นับเป็นทุนขั้นที่ 2 ได้มีวงเงินประมาณ 2.6 แสนล้านบาท แต่ถ้าป็นตราสารที่ออกตามเกณฑ์บาเซิล 3 ใหม่ที่ปรับปรุงแล้ว หลังธนาคารพาณิชย์ในไทยเริ่มใช้เกณฑ์บาร์เซิล 3 ในปี 2556 หรือตั้งแต่เดือน ม.ค. 2556 มาถึงปัจจุบันมีวงเงินทั้งสิ้น 6.2 หมื่นล้านบาทแล้ว ซึ่งออกโดยธนาคาร 5 แห่งเช่น ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย เป็นต้น แต่เกณฑ์ใหม่กลต.ได้กำหนดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อลงทุนได้เฉพาะตราสารหนี้ประเภทที่ 2 คือ ตราสารหนีที่แปลงเป็นเงินกองทุนได้เท่านั้น เพราะประเภทื่ลดยอดหนี้มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากกำหนดไม่ได้ว่ายอดหนี้จะถูดลดลงเท่าไรและนักลงทุนจะเสียหายมากแค่ไหน
นายสมบูรณ์ กล่าว่า ธปท.มองว่าธนาคารไม่จำเป็นต้องออกตราสารใหม่นี้ทดแทนวงเงินตราสารเดิมที่เหลืออยู่อีก 2 แสนล้านบาททั้งหมด เพราะสามารถใช้กำไรสะสม หรือออกหุ้นสามัญมาเป็นเงินทุนได้ ในยามที่สถานะแบงก์แข็งแกร่ง หรืออาจจะใช้การออกตราสารหนี้ใหม่เพื่อเพิ่มเงินกองทุนก็ได้ อย่างไรก็ดี ฐานะแบงก์ไทยในปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างสูง ณ เดือนก.ค.อยู่ที่ 15.8% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 สูงถึง 12% จากเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดเงินกองทุนรวมที่ 8.5% และสูงกว่าเกณฑ์ที่บาร์เวิล 3 กำหนดด้วย จึงไม่มีอะไรที่ต้องเร่งรีบออกทดแทน แต่ก็ยอมว่าดดยหลักการถ้าจะให้แบงก็แข็งแกร่งเช่นเดิมต้องออกเพิ่มให้ครบกับของเดิม
อย่างไรก็ดี การปรับปรุงหลักเกณฑ์การนับตราสารหนี้เป็นทุนได้ ตามเกณฑ์บาร์เซิล 3 ครั้งนี้ เป็นผลจากวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา ที่มีข้อพิสูจน์ว่าตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวแบบเดิมที่เกณฑ์บาร์เซิล 3 เดิมอนุญาตให้นับรวมเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ได้นั้น ไม่ช่วยรองรับความเสียหายในยามที่ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐมีปัยหาย่ำแย่ ดังนั้น จึงมีการปรับปรุงใหม่ให้เข้มวงดขึ้น เพื่อให้สามารถนำตราสารหนี้มารองรับความเสียหายได้อย่างแท้จริง







