
WEF วิเคราะห์การแข่งขันของไทย
WEF วิเคราะห์การแข่งขันของไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงาน World Economic Forum ได้ตีพิมพ์รายงาน Global Competitiveness Report 2014-2015 โดยเก็บข้อมูลก่อนเหตุการณ์รัฐประหารปลายเดือน พ.ค. 2557 พบว่าไทยแม้มีความวุ่นวายทางการเมือง กลับเลื่อนขึ้นมากถึง 6 อันดับ จากอันดับ 37 มาอยู่ที่ 31 จาก 144 ประเทศ เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ อันดับ 2 และมาเลเซียอันดับ 20
WEF วิเคราะห์การแข่งขันของไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงาน World Economic Forum ได้ตีพิมพ์รายงาน Global Competitiveness Report 2014-2015 โดยเก็บข้อมูลก่อนเหตุการณ์รัฐประหารปลายเดือน พ.ค. 2557 พบว่าไทยแม้มีความวุ่นวายทางการเมือง กลับเลื่อนขึ้นมากถึง 6 อันดับ จากอันดับ 37 มาอยู่ที่ 31 จาก 144 ประเทศ เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ อันดับ 2 และมาเลเซียอันดับ 20
จุดเด่นมากของไทย คือ ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาคอยู่อันดับ 19 ของโลก เนื่องจากไทยขาดดุลงบประมาณต่ำลบ 0.2% ของจีดีพี เป็นอันดับ 27 ของโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำ 2.2% และอัตราการออมสูง 28.5% ของจีดีพี
อีกจุดเด่นสำคัญ คือ ประสิทธิภาพการตลาดอันดับ 30 เนื่องจากภาคธุรกิจของไทยใส่ใจในด้านบริการและตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างมาก อันดับ 17 ของโลก กฎระเบียบเอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างชาติอันดับ 22 ของโลก
เป็นที่น่าแปลกใจว่าแม้ไทยมีขั้นตอนก่อตั้งธุรกิจเพียง 4 ขั้นตอน ดีเยี่ยมอันดับ 22 ของโลก แต่ใช้เวลาก่อตั้งธุรกิจนานถึง 27.5 วัน แย่เป็นอันดับ 108 ของโลก
ขณะที่จุดอ่อนสำคัญของไทย คือ ความสูญเปล่าของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐอันดับ 115 ความเชื่อถือได้ของตำรวจ อันดับ 113 การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอันดับ 104 ความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายรัฐบาลอันดับ 100 รวมถึงยอดแย่ด้านจ่ายสินบนอันดับ 84 ของโลก
ส่วนประสิทธิภาพของกระบวนการพิธีการศุลกากรของไทยอันดับ 74 ของโลก ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียดีเยี่ยมอันดับ 1 และ 20 ของโลก โดยศุลกากรของไทยแพ้ลาวและอินโดนีเซียซึ่งอยู่อันดับ 63 และ 68 ของโลก แต่ดีกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ พม่า และกัมพูชา
คุณภาพทางการศึกษาของไทยอยู่ในระดับแย่ โดยคุณภาพประถมศึกษาอยู่อันดับ 90 ของโลก คุณภาพระบบการศึกษาในการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศอันดับ 87 คุณภาพการสอนทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขาบริหารจัดการ อันดับ 81 เท่ากัน
แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นด้านการศึกษาของไทย คือ ภาคธุรกิจในไทยได้ลงทุนฝึกอบรมและพัฒนาคุณภาพบุคลากรอย่างมาก ทำให้ติดอันดับ 37 ของโลก ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องฝึกอบรมเพิ่มเติมจำนวนมากเพื่อให้สามารถทำงานได้
ระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีของไทยแม้อยู่อันดับต่ำเพียง 65 แต่ดีขึ้นกว่าเดิมมากถึง 13 อันดับ ผลจากการลงทุนจากต่างประเทศถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวนมาก ทั้งนี้ เป็นที่น่าแปลกใจว่ามีคนไทยบ่นกันมากว่าต่างชาติเข้ามาลงทุนไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แต่สถานการณ์จากการประเมินของ WEF กลับตรงกันข้าม ไทยดีเยี่ยมเป็นอันดับ 15 ของโลก ขณะที่ด้านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม ด้านความสามารถในการดูดซับเทคโนโลยีและด้านการใช้จ่ายของภาคเอกชนในด้านวิจัยและพัฒนาของไทยเป็นอันดับ 46, 55 และ 56 ของโลก
สำหรับจุดอ่อนสำคัญมากของไทย กลับเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่มี 28.9% ของประชากรทั้งหมด อยู่อันดับ 96 ต่ำกว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์ แม้จะมีสัดส่วนการใช้อินเตอร์เนตสูงกว่า คือ 43.9% และ 37% อันดับ 77 และ 91 ของโลก
สุดท้ายนี้ จุดอ่อนสำคัญที่สุดของไทย คือ ความเชื่อถือในนักการเมือง อยู่อันดับ 129 ต่ำอันดับท้ายๆ ของโลก ต่ำกว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวีเสียอีก โดยลาวอยู่อันดับ 29 เวียดนาม 49 พม่า 72 และกัมพูชา 91 ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ซึ่งดีเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก ต้องรอดูว่าการปฏิรูปทางการเมืองจะสามารถปรับปรุงจุดอ่อนนี้ได้ดีขึ้นหรือแย่ลงมากน้อยเพียงใด







