posttoday
รถหรูล่องหนหนีภาษีทุจริตกรมศุลฯแก้ยาก

รถหรูล่องหนหนีภาษีทุจริตกรมศุลฯแก้ยาก

09 กันยายน 2557

ปัญหาทุจริตกรมศุลกากรถือว่ารุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เพราะผลสำรวจจากภาคเอกชน พบว่ากรมศุลกากรติดอันดับเป็นหน่วยงานราชการที่มีการทุจริตมาเป็นเวลานานและไม่มีวี่แววจะดีขึ้น

ปัญหาทุจริตกรมศุลกากรถือว่ารุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เพราะผลสำรวจจากภาคเอกชน พบว่ากรมศุลกากรติดอันดับเป็นหน่วยงานราชการที่มีการทุจริตมาเป็นเวลานานและไม่มีวี่แววจะดีขึ้น

ทั้งนี้ ต้นตอปัญหาทุจริตของกรมศุลกากรไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ แต่มาจากนักการเมืองเข้าไปหาผลประโยชน์ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารบางคน ทำการทุจริตให้มีการนำเข้าสินค้าโดยเสียภาษีไม่ถูกต้อง จนกรมศุลกากรภาพพลักษณ์เสียหายไปทั้งกรม

กรณีของรถยนต์หรูราคาแพง (ซูเปอร์คาร์) หายไปจากคลังทัณฑ์บนของกรมศุลกากร 500 คัน และ สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งเข้าไปแก้ปัญหาการทุจริต ได้สั่งการให้ตามรถหรูดังกล่าวมาเสียภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งตามรถคืนมาได้ประมาณ 100 คัน

เป็นที่รู้กันว่าบริษัทนำเข้ารถหรูมีอยู่ 3-4 แห่งเท่านั้น และเป็นเจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ เจ้าของบริษัทเป็นที่รู้กันว่าเป็นของนักการเมืองและข้าราชการมีสี และเกี่ยวพันกับรถหรูที่หายไป 500 คัน

โดยข้อเท็จจริง รถหรูไม่ได้หายไปไหน แต่บริษัทเส้นใหญ่เหล่านี้ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไม่กี่คน ใช้ช่องทางกฎหมายขอนำรถออกไปแสดง โดยไม่มีการวางเงินประกันหรือแบงก์การันตีเท่าจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามที่กฎหมายกำหนดไว้

จากนั้นผู้ประกอบการก็นำรถไปขายในตลาดด้วยราคาถูก เช่น รถหรูที่เสียภาษีถูกต้อง ปกติต้องขายคันละ 20 ล้านบาท แต่รถหรูที่ซิกแซ็กออกไปจากคลังทัณฑ์บนจะขายเพียง 56 ล้านบาทเท่านั้น เพราะไม่เสียภาษี และผู้ที่ซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นลูกนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล เนื่องจากรถดังกล่าวนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งไม่ได้ ต้องวิ่งป้ายแดงไปตลอด เพราะยังไม่ได้เสียภาษีให้ถูกต้อง หากไม่ใช่ลูกนักการเมือง คนมีสี หรือผู้มีอิทธิพล คงไม่กล้าควักเงินซื้อรถที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้มาขับ เพราะหากถูกจับกุมโดยไม่มีบารมีคุ้มครอง คงมีหวังได้นอนคุก

กรณีดังกล่าว แม้กรมศุลกากรจะย้ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องไป 2 คน แต่กับ “ต้นตอ” ที่แท้จริงกลับไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ที่ทำได้ก็เพียงตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบเท่านั้น

นอกจากนี้ หากดูข้อเท็จจริงกรมศุลกากรมีข้อมูลชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่นำรถออกไปนั้นมีกี่ราย มีการนำรถยนต์ออกไปกี่คัน กรมศุลกากรสามารถเรียกผู้ประกอบการเหล่านั้นมาประเมินเรียกเก็บภาษีได้ทันที พร้อมค่าปรับ หากไม่มาก็สามารถดำเนินคดีได้ทันที แต่กรมศุลกากรกลับไม่ดำเนินการ เพราะเจ้าของผู้ประกอบการเป็นนักการเมืองและข้าราชการมีสี เราจึงได้เห็นอธิบดีกรมศุลกากรปิดปากเงียบ

ภาวะที่ว่าทำให้ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาทุจริตของกรมศุลกากรทำได้แค่ผิวเผิน เช่น ย้ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องออกไปให้เรื่องเงียบ พอนักการเมืองกลุ่มที่เกี่ยวข้องการนำรถเข้าอย่างไม่ถูกต้องขึ้นมาเป็นใหญ่ ก็แต่งตั้งคนของตัวเองมาเป็นผู้บริหาร ดึงเจ้าหน้าที่ที่เคยถูกย้ายกลับมาที่เดิม วงจรทุจริตหลบเลี่ยงภาษีรถหรูก็ฟื้นคืนชีพ โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครอีกครั้ง

ดังนั้น หาก คสช.และรัฐบาลต้องการล้างทุจริตจริง ต้องประเดิมกรณีรถหรูล่องหนหนีภาษีของกรมศุลกากร เอาผิดนักการเมืองและข้าราชการมีสี และให้จ่ายภาษีให้ถูกต้อง

เพราะหากปล่อยให้อธิบดีกรมศุลกากรลุยเดี่ยว เห็นที่จะยากที่จะสู้กับอำนาจมืด หมดหวังที่จะแก้ปัญหาทุจริต

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน