
ขึ้นขาย ลงเลือกซื้อ Defensive
....จิตรา อมรธรรม
ตลาดหุ้นไทยไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ยังปรับตัวดีเกินเพื่อนบ้าน (Outperform) ดัชนีนับตั้งแต่ต้นปีก็ยังบวก 2.2% YTD ตรงข้ามกับตลาดหุ้นในเอเชียที่ลบเฉลี่ย 2.9% หรือหากนับตั้งแต่วันที่กรีซถูกปรับลดอันดับเครดิตลงเป็น Junk เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับลงเพียง 1.8% ขณะที่เอเชียอื่นๆ ลดลงเฉลี่ย 6.6% เมื่อพิจารณาจากค่า P/E ที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้สิ้นปีนี้เท่ากับ 11 เท่า ถูกที่สุดเป็นลำดับ 3 ในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และมาเลเซีย อย่างไรก็ตามโดยปกติหุ้นไทยจะซื้อขายที่ P/E ถูกกว่าภูมิภาคอยู่แล้วประมาณ 2225% แต่ปัจจุบันถูกกว่าเพื่อนบ้านเพียง 17% ดัชนีตลาดหุ้นจึงมีโอกาสปรับลงกว่านี้ได้อีก
ตลาดหุ้นในเดือน มิ.ย. จึงยังไม่ใช่ตลาดกระทิง กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในเดือนนี้มีแนวโน้มแกว่งอยู่ในกรอบ 720750 จุด เมื่อตลาดปรับขึ้นยังแนะนำให้ขายลดพอร์ต และรอซื้อสะสมเมื่อปรับลงตามแนวรับต่างๆ 720/710/700 จุด แม้ว่าตลาดจะรับรู้ข่าวร้ายต่างๆ ไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตหนี้ในยุโรป ผลกระทบจากการชุมนุม การปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนและดัชนีเป้าหมาย รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2553 นี้ แต่ยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ที่จะกระตุ้นตลาดให้ปรับขึ้นได้ แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดในรอบ 2 ปี สะท้อนว่านักลงทุนไม่มีความมั่นใจในสินทรัพย์เสี่ยง ไม่มั่นใจว่าเม็ดเงินมหาศาลที่ทั้ง EU และ IMF ช่วยกันอัดฉีดจะสามารถแก้ปัญหาหนี้ของประเทศต่างๆ ในยุโรปได้ และค่าเงินยูโรยังยืนไม่ได้ สำหรับการกลับมาซื้อสุทธิในหุ้นไทยวันที่ 31 พ.ค. 653 ล้านบาท เป็นการซื้อเป็นครั้งแรกในรอบ 15 วันทำการ แต่ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อตลาด
ฝ่ายกลยุทธ์ของ Finansia Syrus (FSS) ยังคงประเมิน SET Target ปลายปีนี้ 860 จุด เท่าเดิม เนื่องจากผลกระทบของกำไรของหุ้นใน FSS Coverage ถูกกระทบจากการจลาจลเพียง 1% จากเดิมที่คาดว่ากำไรในปีนี้จะเติบโต 15% ลดลงเป็น 14% ทั้งนี้เพราะกำไรประมาณ 77% ของกำไรทั้งหมดแทบไม่ได้รับผลกระทบ โดยกำไร 50% มาจากกลุ่ม Cyclical (พลังงาน ปิโตรเคมี SCC) ซึ่งแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย อีก 21% มาจากกลุ่มธนาคาร ซึ่งได้รับผลกระทบเพียง 0.7% จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อ เราคิดว่าเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าจะชะลอลง อีก 6% มาจากกำไรจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก (อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร) จึงเหลือกำไรเพียง 23% ของกำไรทั้งหมดที่ถูกกระทบ เพราะมาจากกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มบันเทิง กลุ่มโรงแรม กลุ่มขนส่งในประเทศ
จากประมาณการของ FSS Research พบว่ากลุ่มที่กำไรยังเติบโตสูงในปี 25532554 ได้แก่ กลุ่ม Cyclical (คาดกำไรโตเฉลี่ย 20.6% ในปี 25532554) กลุ่มธนาคาร (คาดโตเฉลี่ย 19.1%) กลุ่มส่งออก (คาดโตเฉลี่ย 13.3%) ขณะที่กลุ่ม Domestic Plays เราคาดกำไรโตเพียง 5.3% ดังนั้นหุ้นที่แนะนำให้ซื้อสะสมเมื่อตลาดปรับลง ได้แก่ BBL, CPALL, CPF, GLOW, GFPT, KCE, LPN, TUF และ PTT







