
ระดมสมองปั้นรายย่อย"คน-เครือข่าย"หมัดเด็ดชนะคู่แข่ง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สถาบันพระปกเกล้า จัดงานสัมมนาใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 16 ปี มีหัวข้ออภิปรายหลัก เรื่อง “ก้าวใหม่ของภาครัฐเพื่อสนับสนุน เอสเอ็มอี สู่ เออีซี” มีข้อเสนอจัดตั้ง ทบวงส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ทบวงเอสเอ็มอี เพื่อปรับโครงสร้างและบูรณาการออกนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีใหม่ ทั้งหมด สอดรับกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ
ที่มาของทบวงเอสเอ็มอีนั้น วิชชากร จารุศิริ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำผลการศึกษาเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จในโลก คือ ประเทศญี่ปุ่นมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งพบว่า ญี่ปุ่นมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 4.7 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 99.7% ของธุรกิจในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนการจ้างงาน 80% โดยหัวใจของการพัฒนาเอสเอ็มอีญี่ปุ่น คือ “คน”
ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นให้งบสนับสนุนเอสเอ็มอีในระดับสูงมาก เพราะหากเอสเอ็มอีในพื้นที่เติบโตจะทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่ขยายตัวได้ดีตามไปด้วย มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเอสเอ็มอีทั่วประเทศ โดยมีหลักสูตรให้เอสเอ็มอีได้หาความรู้กว่า 100 หลักสูตร อาทิ การบริหาร การเงิน นวัตกรรมโลจิสติกส์ เป็นต้น เมื่อเข้าไปเรียนจะจ่ายเงินเพียง 1 ใน 3 ของเงินทั้งหมด ส่วนที่เหลือภาครัฐจะให้การสนับสนุน ทำให้เอสเอ็มอีของประเทศญี่ปุ่นเติบโตได้ดี และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทยนั้น ปัญหาของเอสเอ็มอี คือ ขาดการบริหารจัดการแบบคลัสเตอร์ การแยกโอท็อปออกจากเอสเอ็มอี ขาดเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ เอสเอ็มอีมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน หน่วยงานสนับสนุนเอสเอ็มอีมีหลายหน่วยงาน ขาดการเชื่อมโยงกัน บุคลากรสนับสนุนเอสเอ็มอีขาดทักษะจัดการเอสเอ็มอี และนโยบายให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีของภาครัฐไม่ประสบความสำเร็จ
ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมาพบว่า เอสเอ็มอีจะประสบปัญหาเรื่อง ขาดการลงทุนเทคโนโลยีผลิตใหม่มากที่สุด การเข้าถึงแหล่งเงิน ความรวดเร็วในการจัดตั้งธุรกิจ ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดเทคโนโลยีไอทีใหม่
“การจัดตั้งทบวงเอสเอ็มอี เพื่อมีแผนงานนโยบายในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างชัดเจน และมีหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะหากเอสเอ็มอีเติบโตดี จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีตามไปด้วย” วิชชากร กล่าว
ด้าน วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาด กลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า เอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จในโลกคือ เยอรมนีและญี่ปุ่น ไม่มีการจัดตั้ง กระทรวงเอสเอ็มอี สิ่งที่ทำให้เอสเอ็มอีในสองประเทศนั้น แข็งแกร่งคือ การมีเครือข่ายธุรกิจ หรือจัดตั้งสมาคม ในสัดส่วนประมาณ 8090% แต่ในประเทศไทยมีเอสเอ็มอีประมาณ 1% ที่มีการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างกัน
การมีเครือข่ายทางธุรกิจที่เข้มแข็ง ทำให้เอสเอ็มอีมีอำนาจในการต่อรองและเสนอข้อเรียกร้องที่มีผลไปยังภาครัฐได้สำเร็จ ส่วนการจัดตั้งกระทรวงทบวงเอสเอ็มอีนั้น ขึ้นอยู่แต่ละประเทศ โดยประเทศที่กำลัง จัดตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี คือ แอฟริกาใต้ เนื่องจากมีความกังวลต่อความต่อเนื่องของรัฐบาล จึงต้องจัดตั้ง กระทรวง เพื่อให้นโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันในประเทศไทย มีภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่ให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีกว่า 100 หน่วยงาน แต่การให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีในประเทศ ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะโครงการส่วนใหญ่มีคำแนะนำเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ทั้งหมด ไม่เน้นสนับสนุนกลุ่มหลักๆ ซึ่งในญี่ปุ่นและไต้หวันจะเลือกเพียง 10 โครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ
นอกจากนี้
และมีโครงการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีจำนวนมาก แตกต่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และใต้หวัน มีโครงการให้ความช่วยเหลือหลักๆ ปีละประมาณ 10 โครงการ และเน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลักๆ
นอกจากนี้ สสว.ได้สำรวจเอสเอ็มอีประมาณ 300,000 รายทั่วประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทยคือ การขาดแคลนแรงงานมากที่สุด ซึ่งหน่วยงาน สสว.ในประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะทำหน้าที่พัฒนาฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพ และหาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด
ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็น ต้องปรับนโยบายของกระทรวงแรงงาน ในเรื่องการดูแลแรงงานใหม่ สร้างแรงงานและพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการ กระทรวงมหาดไทย ต้องเสริมบทบาทให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เข้ามาดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น จัดตั้งเครือข่าย คลัสเตอร์ของเอสเอ็มอีในแต่ละจังหวัด
รวมทั้งต้องปรับนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใหม่ ด้วยการจัดโควต้าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ มาจากภาคเอสเอ็มอีให้ได้ 80% โดยได้เสนอแก่รัฐบาลชุดใหม่ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ มาจากบริษัทใหญ่ 65% ที่เหลือเป็นบริษัทเล็กเพียง 35% อีกทั้งเอสเอ็มอียังมีปัญหาเรื่อง การวิจัยการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ท้ายที่สุด หากมีการปรับยุทธศาสตร์ วางนโยบาย เอสเอ็มอีในประเทศใหม่ จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี มีโอกาสถึง 50% กลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูง จากปัจจุบัน จีดีพีของเอสเอ็มอี อยู่ที่ 37%
เพื่อทำให้เอสเอ็มอีในแต่ละจังหวัด เข้มแข็ง หากร่วมมือ ร่วมใจกันทุกหน่วยงาน เชื่อว่ามีโอกาส ที่เอสเอ็มอีไทยจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในอนาคต







