
คสช.อนุมัติแผนแก้หนี้นอกระบบ
มอบคลังเป็นเจ้าภาพชี้เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมมานาน ยึด 3 หลักการแก้ไข ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ดึงแบงก์รัฐช่วยแก้ปัญหา คำนึงถึงความแตกต่างชุมชนเมือง-ชนบท
มอบคลังเป็นเจ้าภาพชี้เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมมานาน ยึด 3 หลักการแก้ไข ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ดึงแบงก์รัฐช่วยแก้ปัญหา คำนึงถึงความแตกต่างชุมชนเมือง-ชนบท
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช. ครั้งที่12 เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 ได้เห็นชอบในหลักการแนวทืางการแก้ไขปัญหาหนี้นองกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป้ฯหน่วยงานรับผิดชอบในการดำเนินการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมสรรพกร กรมบัญชีกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์กรมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ให้ความร่วมมือด้วย
ทั้งนี้ ให้ยึดหลักการ 3 ข้อในการดำเนินการ คือ ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาผ่านองค์กรการเงินชุมชน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้แก่ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. เข้าร่วมแก้ไขปัญหา และ ให้คำนึงถึงบริบทที่แตกต่างระหว่างชุมชนเมืองและชุมชนในเขตเมือง
ในส่วนวิธีดำเนินการนั้น ให้ดำเนินการผ่านหน่วยงานและองค์กรที่มีอยู่ในปัจจุบัน สร้างกลไกในการเจรจาประนอมหนี้ จัดให้มีกระบวนการในการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพของลูกหนี้ และกระทรวงการคลังจะแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งผู้ประสบปัญหาหนี้นอกระบบสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ 2 ทางเลือก ได้แก่ องค์กรการเงินชุมชนที่สำรวจหนี้นอกระบบและจัดการแก้ไขหนี้ให้สมาชิก และ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ลูกหนี้ติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจในพื้นที่
สำหรับความจำเป็นในการออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐก็พยายามจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ขาดความชัดเจนในหลักเกณฑ์การแก้ไขปัญหา เจ้าหนี้เดิมไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ไม่มีคนกลางในการเจรจารวมถึงลูกหนี้ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน
“หัวหน้า คสช. ได้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเพื่อให้เกิดความครอบคลุมและให้เกิดผลทางปฏิบัติ และขอให้มีความเชื่อมโยงข้อมูลไปยังศูนย์ดำรงธรรม รวมถึงให้กระทรวงการคลังดูว่าจะมีการให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้จ่ายบัตรเครดิตแก่ประชาชนด้วย”ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าว
ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม คสช. ยังได้อนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินปี2557 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้หารือกันแล้วแต่ไม่ได้นำเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดที่แล้วเนื่องจากมีการยุบสภาฯก่อน ดังนั้นจึงได้นำเข้าที่ประชุม คสช. ครั้งนี้ ซึ่ง คสช.อนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินโดยมีเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5-3% และให้ทั้ง 2 หน่วยงานหารือร่วมกันรายไตรมาส ซึ่งหากปรากฏว่าเงินเฟ้อได้เคลื่อนไหวออกจากเป้าหมายดังกล่าวก็ให้มีการรายงานต่อ ครม. ต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยและพัฒนาการที่สำคัญ ในปี 2556 ที่ผ่านมา โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งพบว่า ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.04% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรวม 6.44 แสนล้านบาท และคาดว่า ในปี 57 ธุรกิจประกันภัยยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัว ประมาณ 7.4% และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวตามปกติในระยะถัดไป
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เร่งผลักดันกองทุนประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว วงเงิน 200 ล้านบาท เนื่องจากใกล้เข้าฤดูกาลการท่องเที่ยวแล้ว เพื่อ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทย
พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบกและทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ ได้กำชับในที่ประชุม คสช.เกี่ยวกับการเร่งรัดการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ไม่เพียงจะแก้ไขปัญหาการไหลเข้าสู่ส่วนกลางของแรงงานต่างด้าวยังจะเป็นการเร่งเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมให้กว้างขวางขึ้น ลดต้นทุนด้านการขนส่ง และเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย







