posttoday
ยางยานพาหนะไทยเกื้อหนุนยางธรรมชาติ

ยางยานพาหนะไทยเกื้อหนุนยางธรรมชาติ

26 สิงหาคม 2557

ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก คือ 4.17 ล้านตัน/ปี หรือ 34.6% ของผลผลิตของโลก แต่ส่งออกในรูปวัตถุดิบมากถึง 87.5% ของปริมาณการผลิต ดังนั้นนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สำคัญมากในระยะที่ผ่านมา คือ ส่งเสริมการแปรรูปยางธรรมชาติในประเทศ โดยให้สิทธิและประโยชน์สูงสุดยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี

ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก คือ 4.17 ล้านตัน/ปี หรือ 34.6% ของผลผลิตของโลก แต่ส่งออกในรูปวัตถุดิบมากถึง 87.5% ของปริมาณการผลิต ดังนั้นนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สำคัญมากในระยะที่ผ่านมา คือ ส่งเสริมการแปรรูปยางธรรมชาติในประเทศ โดยให้สิทธิและประโยชน์สูงสุดยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี

นโยบายข้างต้นนับว่าประสบผลสำเร็จมาก เพราะทำให้ปริมาณแปรรูปยางธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยจากตัวเลขสถาบันวิจัยยาง เดิมในปี 2536 ไทยแปรรูปเพียงแค่ 130,236 ตัน แต่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเป็น 298,699 ตัน ในปี 2546 และสถิติล่าสุดในปี 2556 เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเป็น 520,628 ตัน หรือ 12.5% ของปริมาณผลผลิต และคิดเป็นสัดส่วน 4.6% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

ทั้งนี้ ส่งผลทำให้ไทยเป็นประเทศใช้ยางธรรมชาติมากที่สุดในเออีซีและเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากจีนซึ่งใช้มากที่สุดในโลก 4.15 ล้านตัน ยุโรป 1.07 ล้านตัน อินเดีย 9.6 แสนตัน สหรัฐ 9.1 แสนตัน และญี่ปุ่น 7.1 แสนตัน

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า เดิมการใช้ยางธรรมชาติของไทยน้อยกว่ามาเลเซียมาก แต่ได้แซงหน้ามาเลเซียนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดยในปี 2556 มาเลเซียใช้ยางธรรมชาติ 434,192 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 83% ของปริมาณการใช้ในประเทศไทย

การแปรรูปยางธรรมชาติในไทยกระจุกตัวในการผลิตยางยานพาหนะและหล่อดอกเป็นหลัก โดยในปี 2556 ใช้ยางธรรมชาติรวม 345,258 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 66.3% ของปริมาณการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศทั้งหมด และมีมูลค่าส่งออกยางยานพาหนะมากถึง 3,650 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 ไทยส่งออกยางยานพาหนะและยางหล่อดอก 1,849 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2556 ทำให้เป็นประเทศผู้ส่งออกยางยานพาหนะรายใหญ่ที่สุดในเออีซีและรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลก 4% โดยส่งออกรองจากจีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนแบ่งตลาดโลก 17% รองลงมา คือ ญี่ปุ่น 10% เยอรมนี 8% สหรัฐ 7% ฝรั่งเศส 5% และเกาหลีใต้ 5%

ในอนาคตมูลค่าส่งออกยางยานพาหนะของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อกลางปี 2557 บริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) ในเครือบริษัท หลิงหลง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน เพิ่งเปิดโรงงานผลิตยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางรถยนต์ปิกอัพ ขนาด 2 ล้านเส้น/ปี ที่นิคมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง ลงทุน 2,800 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติให้การส่งเสริมกิจการผลิตยางยานพาหนะเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ เป็นการลงทุนจากอิตาลีและจีน ลงทุนรวม 2.8 หมื่นล้านบาท กำลังผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่งและปิกอัพรวม 15.8 ล้านเส้น/ปี และยางรถบัสอีก 1.2 ล้านเส้น/ปี โดยผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพียง 10% และส่งออกสัดส่วนมากถึง 90% คิดเป็นรายได้ส่งออกรวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท/ปี และจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบรวม 4.2 หมื่นตัน/ปี

ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนวันเดียวกัน คือ วันที่ 18 มิ.ย. 2557 ยังอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท บริดจสโตน ในกิจการผลิตสายพานลำเลียงเพื่อส่งออกไปจำหน่ายแก่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วโลก ด้วยงบลงทุน 1,450 ล้านบาท จะเพิ่มการใช้ยางธรรมชาติในประเทศอีก 1,500 ตัน/ปี

เมื่อรวมปริมาณการใช้ยางธรรมชาติของ 4 โครงการข้างต้นแล้ว จะมีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในไทยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4.5-4.6 หมื่นตัน/ปี หรือประมาณ 1.1% ของปริมาณการผลิตยางในประเทศ และเมื่อรวมกับโครงการแปรรูปยางอื่นๆ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแล้ว คาดว่าปริมาณการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศจะเพิ่มจาก 5.2 แสนตัน ในปี 2556 ทะลุ 6 แสนตัน/ปี ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแนวโน้มสูงเช่นกันว่าไทยจะแซงฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ กลายเป็นฐานผลิตยางยานพาหนะเพื่อส่งออก รายใหญ่อันดับ 5 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน