
ผงะหนี้เน่าไอแบงก์
พุ่งสูงกว่า50%ของยอดสินเชื่อคลังสั่งทำดิวดิลิเจนซ์ใหม่ใน2เดือน
พุ่งสูงกว่า50%ของยอดสินเชื่อคลังสั่งทำดิวดิลิเจนซ์ใหม่ใน2เดือน
“ชัยวัฒน์” เตรียมยกเครื่อง “ไอแบงก์” ใหม่ สั่งทำดิวดิลิเจนซ์ก่อนวางแผนฟื้นฟู
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานคณะกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายจากทางการให้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสียของไอแบงก์ งานเร่งด่วนขณะนี้คือ จะต้องเร่งตรวจสอบสถานะ (ดิวดิลิเจนซ์) ที่แท้จริงของธนาคาร โดยบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ติดอันดับ 1 ใน 4 มาดำเนินการ เพื่อพิจารณาสถานะลูกหนี้ใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ ในการตรวจสอบลูกหนี้ควรแยกหนี้เสียระหว่างลูกหนี้ที่นับถือศาสนาอิสลามและลูกหนี้ทั่วไป เนื่องจากไอแบงก์มีข้อจำกัดในเรื่องศาสนา โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 2 เดือน เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงจะทำแผนฟื้นฟูได้
“เมื่อมีแผนฟื้นฟูและการแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่ชัดเจนแล้ว เชื่อมั่นว่าผู้ถือหุ้นพร้อมที่จะใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามา และเชื่อมั่นว่าไอแบงก์สามารถเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ดีและแข็งแกร่งได้ รองรับลูกค้าได้ทั้งผู้นับถือศาสนาอิสลามและลูกค้าทั่วไป” นายชัยวัฒน์ กล่าว
สำหรับสาเหตุที่ไอแบงก์มีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีระบบการทำงานและมีนักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไป จึงต้องเร่งวางระบบงานด้านการธนาคารใหม่ โดยเฉพาะการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อลดปัญหาถูกนักการเมืองแทรกแซง
นอกจากนี้ ยังพบว่าไอแบงก์มีปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานสูงมาก โดยเฉพาะมีบุคลากรที่มีความรู้จบสูงๆ ระดับดอกเตอร์มาก แต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริการธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้จำนวนพนักงานที่มี 2,300 คน ยังมากเกินกว่าปริมาณงานที่มี ขณะนี้จึงได้สั่งให้หยุดรับพนักงานใหม่ก่อน รวมทั้งจะมีการพัฒนาเพิ่มศักยภาพบุคลากรและวางระบบด้านบุคลากรใหม่
ขณะเดียวกัน พบว่าไอแบงก์มีต้นทุนด้านการเงินที่สูงมาก เมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ จึงต้องปรับโครงสร้างด้านการเงินและการระดมเงินทุนให้ต้นทุนต่ำลงนอกจากนี้ไอแบงก์เป็นธนาคารที่มีเสน่ห์ สามารถหาลูกค้าได้ทั้งผู้นับถืออิสลามและบุคคลทั่วไป แต่กลับพบว่ามีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไปมากกว่าผู้ที่นับถืออิสลาม จึงมีช่องทางอีกมากที่จะเข้าหาลูกค้าที่เป็นอิสลาม โดยเฉพาะมัสยิดทั่วประเทศที่มีประมาณ 3,000 แห่ง
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามแผนฟื้นฟูที่ไอแบงก์ส่งมาก่อนหน้านี้ ระบุว่า ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างกว่า 1 แสนล้านบาท เดิมมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ไม่ให้เป็นเอ็นพีแอลได้ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อกระทรวงการคลังตรวจสอบแล้ว พบว่า เอ็นพีแอลที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้มีโอกาสสูงที่จะหวนกลับมาเป็นเอ็นพีแอลใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้บางรายที่เป็นเอ็นพีแอลจากธนาคารอื่นมาแล้วอีกจำนวนมากทำให้ยอดเอ็นพีแอลที่แท้จริงสูงกว่าธนาคารระบุมาก โดยคาดว่าจะสูงถึง 50% ของสินเชื่อ
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ตรวจพบทำให้กระทรวงการคลังต้องสั่งให้ไอแบงก์ทำดิวดิลิเจนซ์ใหม่หมด เพื่อตรวจสอบสถานะที่แท้จริงของลูกหนี้ธนาคาร ก่อนทำแผนฟื้นฟูใหม่
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า แม้จะเป็นธนาคารที่ก่อตั้งขึ้นสำหรับผู้นับถืออิสลาม แต่ปรากฏว่าในยอดหนี้ 1 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้ที่นับถืออิสลามเพียง 10% และยังพบด้วยว่าลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่มีปัญหาเป็นเอ็นพีแอลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ไอแบงก์ยังต้องแก้ปัญหาต้นทุนเงินฝากที่สูงถึง 22.5% รวมทั้งต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงถึง 2% ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 1.15% เท่านั้น ทำให้ไอแบงก์เสียเปรียบธนาคารทั่วไป







