ผ้าทอไทย 'ฝ้ายเปลือกไม้' รุกออนไลน์เจาะทั่วโลก
เป็นที่ถูกใจหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่สุดกับแบรนด์ “ฝ้ายเปลือกไม้” ที่มุ่งผลิตผ้าทอ จากงานฝีมือประดิษฐ์
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เป็นที่ถูกใจหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่สุดกับแบรนด์ “ฝ้ายเปลือกไม้” ที่มุ่งผลิตผ้าทอ จากงานฝีมือประดิษฐ์ (แฮนด์เมด) กลายเป็นเสื้อผ้าทอ และใช้การย้อมสีตามธรรมชาติ กลายเป็นสินค้าสีเขียว (กรีนโปรดักต์) ส่งออกไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้นานหลายปีแล้ว
“แสงอรุณ ไชยรัตน์” ผู้ประกอบการ กลุ่มทอผ้าฝ้ายเปลือกไม้บ้านต่อเรือ จาก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ แบรนด์ “ฝ้ายเปลือกไม้” ได้มาริเริ่มงานทอผ้า จนสร้างเป็นกลุ่ม และศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมคราม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก ที่ชื่นชอบสินค้าของฝ้ายเปลือกไม้ เพราะมีเอกลักษณ์ ดีไซน์เรียบง่าย ดูดี และมีความเป็นธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี รวมถึงสวมใส่สบาย สินค้าเป็นงานแฮนด์เมด มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้ชาวญี่ปุ่นซื้อสินค้าต่อเนื่องหลายปี
ขณะเดียวกัน ได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อให้ลูกค้ามาศึกษา เรียนรู้วิธีการทอผ้า และการย้อมผ้า รวมถึงการได้ทดลองผลิตสินค้าผ้าด้วยตัวเอง ซึ่งการจะเข้าตลาดญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย จะมีบริษัทจากญี่ปุ่นเข้ามาที่ศูนย์เรียนรู้ฯ ใน จ.เชียงใหม่ เพื่อศึกษาว่าเป็นสินค้าที่มาจากธรรมชาติจริงหรือไม่ และต้องผลิตสินค้าให้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยตลาดญี่ปุ่นจะต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยผ้าฝ้ายเขียนมือ ลูกค้าชาวญี่ปุ่นจะชื่นชอบมากสุด
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีทั้งผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผ้าย้อมคราม ผ้าฝ้ายทอมือ ฝ้ายเขียนมือ ฝ้ายกัญชง ฝ้ายตีนจก โดยมีทั้งชุดสำเร็จรูป เสื้อ กางเกง กระโปรง กระเป๋า ผ้าพันคอ ที่นำสีจากธรรมชาติมาย้อมทั้งหมด โดยเน้นดีไซน์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราคาเริ่มตั้งแต่ 450 บาท ในผ้าพันคอ เสื้อ ราคา 1,200 บาท ส่วนราคาสูงเกิน 1 หมื่นบาท เป็นผ้าตีนจก
สิ่งที่โดดเด่นของกลุ่มต่อมาคือ การทอผ้า และการใช้ผ้าตีนจก ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ งานลวดลาย และงานปัก ที่ไม่เหมือนใคร มีกำลังการผลิตสินค้าอยู่ที่ 150-200 ชิ้น/เดือน โดยเป็นชาวบ้านในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงราย ได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายการผลิตมากกว่า 200 คน อีกทั้งมีกระบวนการผลิตครบวงจร ทั้งผลิตเส้นใย ปลูกพืชให้สีย้อมผ้าโดยใช้เตาประหยัดพลังงาน ทอผ้า ตัดเย็บ และซักล้าง ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เป็นคนไทย 80% และต่างประเทศ 20% โดยส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียว ส่วนตลาดในประเทศไทย จะเป็นกลุ่มคนดูแลสุขภาพ และคนทำงาน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจสินค้าผ้าทอไทย
ปัญหาหลักของการผลิตสินค้าอยู่ที่ การขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่หน้าเกษตร กลุ่มแรงงานจะกลับไปทำการเกษตรทั้งหมด ทำให้ต้องผลิตสินค้าได้ในบางช่วงเวลาเท่านั้น ไม่สามารถส่งออกให้แก่ลูกค้าได้ตลอดปี ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ รวมถึงปัญหาการผลิตสินค้าในแต่ละครั้ง จะมีคู่แข่งลอกเลียนแบบ และเป็นการผลิตสินค้าจากโรงงาน ที่ขายในราคาถูกกว่า แต่กลุ่มต้องสร้างสรรค์งานออกแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น
อีกทั้งในปีนี้ได้เข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ทำโครงการ “พัฒนามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายโอท็อป ตลอดกระบวนการผลิต และทดสอบตลาดจากการพัฒนา” จะช่วยขยายตลาดสินค้า ทั้งในประเทศ ตลาดอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
“อยากแนะนำผู้ประกอบการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโอท็อป และผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจผ้าทอ ควรใช้สีธรรมชาติในการย้อมสีผ้า เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและผู้สวมใส่ เลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้การประกอบธุรกิจมีต้นทุนไม่สูง และขณะนี้ความต้องการสินค้าที่มาจากธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะตลาดส่งออก” แสงอรุณ กล่าว
“ณฤทัย ไชยรัตน์” ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ของแบรนด์ ฝ้ายเปลือกไม้ ในฐานะทายาท กล่าวว่า ได้เข้ามาพัฒนาด้านการออกแบบแบรนด์ และการสร้างดีไซน์เสื้อผ้าให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อขยายตลาดไปยังคนรุ่นใหม่ 20 ปี โดยแต่ละชุดจะออกแบบให้คนทุกวัยสวมใส่ได้ทั้งหมด เช่น แบบเสื้อผ้าประยุกต์ ใส่ได้กับผ้ายีนส์ หรือเสื้อยืด หรือมีผ้าถุง แบบแฟชั่นให้วัยรุ่นสวมใส่ได้
รวมทั้งสนใจขยายกลุ่มลูกค้าต่างชาติไปในยุโรป ถือเป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจ และอยู่ระหว่างการศึกษา พฤติกรรมของลูกค้าชาวยุโรป รวมถึงไลฟ์สไตล์ต่างๆ อีกทั้งการกำหนดราคาสินค้า
นอกจากนี้ กำลังขยายช่องทางการขายไปยัง เว็บไซต์ www.ebay.com เพื่อเพิ่มช่องทางทำตลาดกับลูกค้าทั่วโลก โดยอยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะทำตลาดได้อย่างจริงจังในสิ้นปีนี้ เชื่อมั่นว่าสินค้าไทยมีโอกาสไปได้ไกลในตลาดต่างประเทศ เพราะจุดเด่นผ้าไทย ทั้งงานประณีต เป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีเสน่ห์ มีอัตลักษณ์ ทำให้คนที่สวมใส่กลายเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีสไตล์ไม่เหมือนใคร
“เราผูกพันกับผ้าทอมาตั้งแต่เกิด เห็นคุณแม่ทำมาตลอด และตั้งแต่เด็กก็เริ่มเข้ามาเรียนรู้ จนกระทั่งเรียนจบด้านไอทีเต็มตัว ก็เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านอย่างเต็มที่ ไม่สนใจไปทำงานบริษัท โดยเข้ามาช่วยด้านการออกแบบ และทำตลาดใหม่ๆ รวมถึงขยายช่องทางขายสินค้า” ณฤทัย กล่าว
ได้วางเป้าหมายระยะยาว จะสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะแบรนด์อยู่ในตลาดมาประมาณ 15 ปีแล้ว ขณะที่ตลาดส่งออกจะเดินหน้าสร้างตลาดใหม่ๆ และรักษาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด มีความเชื่อมั่นใจว่า ระยะอันใกล้ผ้าทอไทยจะมีคนรุ่นใหม่และคนทั่วไปหันมาสวมใส่จำนวนมาก พร้อมกับจะลบภาพที่คนไทยคิดว่า ผ้าไทยมีคนสูงอายุใส่เท่านั้น หรือใส่แล้วเชย แต่จะสร้างสิ่งใหม่เรียกว่า ผ้าไทยสวมใส่ได้ทุกโอกาส เมื่อใส่แล้วทุกคนจะรู้ว่า “สวย”
เป็นหนึ่งแบรนด์ผ้าทอไทยที่มีกำลังมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาช่วยขยายธุรกิจ และสร้างแบรนด์สู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกับการมุ่งสร้างเทรนด์ใหม่ให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ผ้าทอไทยใส่แล้ว สวยได้ทุกวัย งดงามแบบไม่จำกัดกาลเวลา ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบุว่า ตลาดโอท็อปไทยมีมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ เชื่อว่าเมื่อมีการพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โอท็อปแล้ว ใน 3 ปี ตลาดจะมีมูลค่าเพิ่มถึง 1 แสนล้านบาท







