คลังเดินหน้าภาษีมรดก ชงคสช.เก็บอัตรา10%
กรมสรรพากรจะดำเนินการเก็บภาษีมรดก โดยจัดเก็บในอัตรา 10% ของมูลค่ากองมรดกที่มีการตีราคาตลาด
กรมสรรพากรจะดำเนินการเก็บภาษีมรดก โดยจัดเก็บในอัตรา 10% ของมูลค่ากองมรดกที่มีการตีราคาตลาดสำหรับกองมรดกที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้ได้เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นกฎหมายคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2558
ด้าน นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ย้ำว่า การเก็บภาษีมรดกจะต้องดูแลไม่ให้กระทบต่อคนจน และต้องไม่มีผลกระทบต่อการออมเงิน เพราะมีข้อกังวลว่าหากเก็บภาษีดังกล่าวอาจทำให้คนไทยไม่ออมเงิน เพราะกลัวว่าต้องเสียภาษี
สลากฯ หมดท่ายึดโควตาหวย 43 ล้านฉบับ
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดนัดแรก ว่า ที่ประชุมมีมติต่อสัญญาสลาก 43 ล้านฉบับ ให้กับผู้ค้าสลากรายย่อย ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จำนวน 3 หมื่นราย และมูลนิธิทั้ง 95 แห่ง โดยต่อสัญญาถึงเดือน มิ.ย. 2558 ตามมติบอร์ดสำนักงานสลากฯ ชุดเก่า อย่างไรก็ตามการต่อสัญญาครั้งนี้จะเข้มงวดมากขึ้น โดยจะตรวจคุณสมบัติของผู้ได้รับโควตาว่ามีตัวตนและนำไปขายจริง
ลุ้นกองทุนแบงก์รัฐอุ้มธนาคารมีปัญหา
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผ่านความเห็นชอบจาก คสช.แล้ว และจะเป็นร่างกฎหมายเศรษฐกิจฉบับแรกๆ ที่เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งเงินให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐ โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ และจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารรัฐ 4 แห่ง คือธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ในอัตราไม่เกิน 1% ของยอดเงินฝากจากประชาชน และจะนำเงินกองทุนไปใช้เพื่อเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ไม่ได้นำส่งเงินเข้ากองทุนด้วย
คลังเคาะแผนก่อหนี้ 1.4 ล้านล้าน
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการบริหารหนี้เก่า 7.9 แสนล้านบาท และกู้ใหม่ 3.8 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ







