
จีนกระพือการลงทุนเขตค้าเสรี"เซี่ยงไฮ้"
จีนประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเปิดเสรีมากขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนในจีนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสที่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกพากันอวดจุดขาย เพื่อสร้างความน่าสนใจด้านการลงทุน
จีนประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเปิดเสรีมากขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนในจีนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสที่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกพากันอวดจุดขาย เพื่อสร้างความน่าสนใจด้านการลงทุน
เกา เหวินควน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนาหัวข้อ “มิติใหม่การลงทุนไทยในจีน : เขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้” ว่า เขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2556 โดยแบ่งเป็นเขตสินค้าทัณฑ์บน เขตโลจิสติกส์สินค้าทัณฑ์บน ท่าเรือสินค้าทัณฑ์บน และเขตสินค้าทัณฑ์บนครบวงจร มีพื้นที่รวม 28.78 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดเท่ากับมาเก๊า ซึ่งภายใต้เขตการค้าเสรีนี้จะมีการปกครองรูปแบบพิเศษ โดยการเปิดเสรีด้านภาษีไม่ต้องถูกตรวจสอบด้านศุลกากร และเป็นเขตที่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการลงทุน
ทั้งนี้ สาเหตุที่ประเทศจีนต้องเปิดเขตการค้าเสรี เนื่องจากตอบรับแนวโน้มการพัฒนาของเศรษฐกิจโลกที่มีการค้าเสรีมากขึ้น มีการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโซนการค้ามากมาย ดังนั้นประเทศจีนจึงต้องนำจุดเด่นของตัวเองมาสร้างโอกาสเพื่อให้แข่งขันกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้จีนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันเพื่อตอบสนองการจัดสรรทรัพยากรในตลาด จีนได้เปลี่ยนหน้าที่ของรัฐบาลเพื่อตอบสนองการปฏิรูป การจัดสรรความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตลาดให้ตลาดมีความสำคัญขึ้น และส่งเสริมการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีประโยชน์ และมีเทคโนโลยีมากขึ้น
“จุดเด่นหลักของจีนคือมีต้นทุนต่ำ มีข้อได้เปรียบเรื่องแรงงาน และมีทรัพยากรมาก ซึ่งจีนได้เปิดเส้นทางการค้าชายฝั่ง สร้างโซนการค้าพิเศษ ทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาในจีนมากขึ้น และทำให้จีนสามารถพัฒนาเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลก”
สำหรับการลงทุนในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2557 มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนทั้งสิ้น 6,660 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้มี 400 รายเป็นบริษัทจากต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ ธนาคาร การขนส่ง การค้า
ขณะที่โอกาสของธุรกิจไทยที่น่าจะเข้าไปลงทุนได้ เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันชีวิต การขนส่ง การขนส่งทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ของไทยยังไปลงทุนในจีนน้อย ซึ่งหากเข้ามาลงทุนในเขตการค้าเสรีจะได้รับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การแลกเปลี่ยนเงินตราเสรี รวมถึงจะได้สิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับบริษัทของจีน
ศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การที่จีนมีนโยบายจะปรับปรุงเศรษฐกิจ สร้างเขตการค้าเสรี จัดเป็นการดึงดูดการลงทุนรูปแบบใหม่ อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนในจีน เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร เกษตรแปรรูป ชิ้นส่วน อะไหล่รถยนต์ อาหาร ภาคบริการและอื่นๆ ซึ่งไทยยังจัดว่าเข้าไปลงทุนในจีนน้อยมาก
สำหรับไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในจีนมากเป็นอันดับ 4 ของกลุ่มอาเซียน โดยในปี 2556 ไทยมีมูลค่า 353.19 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 จีนดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมูลค่ารวม 7.11 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ลงทุนรายใหญ่ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐ







