posttoday
ทำไมบริษัทญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย

ทำไมบริษัทญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย

20 สิงหาคม 2557

ฮิโรชิ ยาคาเมะ Regional Head of the Greater Mekong SubRegion, and Country Head of Thailand, Sumitomo Mitsui Banking Corp. บอกว่า...

ฮิโรชิ ยาคาเมะ Regional Head of the Greater Mekong SubRegion, and Country Head of Thailand, Sumitomo Mitsui Banking Corp. บอกว่า...

แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญภาวะวิกฤตทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ประเทศญี่ปุ่นยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ หากเราดูข้อมูลย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2011-2013 จะพบว่า บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอ BOI คิดเป็นสัดส่วนถึง 49% 58% และ 54% จากยอดขอส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด ตามลำดับ นอกจากนี้เม็ดเงินลงทุนในประเทศไทยจากญี่ปุ่นนั้นมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศจีน (ข้อมูลเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา)

ข้อมูลจากแบบสอบถามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บ่งบอกว่ายอดขายของบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทยนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของ GDP ประเทศไทย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น มีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 10% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความสำคัญของบริษัทญี่ปุ่นต่อประเทศไทย

นับตั้งแต่หอการค้าญี่ปุ่นได้ถูกจัดตั้งขึ้นในกรุงเทพฯ และมีบริษัทญี่ปุ่นเป็นสมาชิกเพียง 30 ราย ในปี 1954 การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยได้เติบโตขึ้นมาโดยตลอด แม้ว่าระหว่างทางจะเกิดการรัฐประหารขึ้นหลายครั้ง รวมถึงครั้งล่าสุดในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้การเติบโตสะดุดลงเล็กน้อยก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นยังคงเลือกที่จะลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าจะเกิดปัญหาทางการเมืองหลายครั้ง มีดังนี้

1.ภาครัฐมีนโยบายและกฎระเบียบที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศ

2.คสช.ได้เน้นมาตรการดูแลความสงบและความปลอดภัยมากขึ้นตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

3.โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ถนน และนิคมอุตสาหกรรม ได้ถูกพัฒนาและดูแลเป็นอย่างดี

4.กฎหมายที่เกี่ยวกับการลงทุนจากต่างประเทศมีความโปร่งใส

5.ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เข้าสู่การเป็นตลาดการบริโภคขนาดใหญ่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง

6.บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ได้สร้างระบบ Supply Chain ที่ครอบคลุมทั้งระบบ

7.ที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ใจกลางประเทศเศรษฐกิจกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และมีความได้เปรียบทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

อดีตและอนาคต

ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา (ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร) หอการค้าญี่ปุ่นได้ทำแบบสอบถามกับบริษัทสมาชิกว่ามีความกังวลกับปัจจัยใดมากที่สุด ผลสำรวจพบว่า บริษัทสมาชิกราว 40% มีความกังวลเกี่ยวกับการเดินประท้วงตามถนนที่ยืดเยื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนของการเมืองไทย

ทั้งนี้ ในอดีตบริษัทญี่ปุ่นจะมีความกังวลกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมากกว่าไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีความกังวลต่อประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับแบบสอบถามในประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม จากแบบสอบถามครั้งล่าสุดในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าบริษัทญี่ปุ่นมีความกังวลต่อการเมืองไทยที่ลดลง เนื่องจาก คสช.ได้แสดงความชัดเจนว่าจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท และผลักดันงบประมาณประจำปี

ดังนั้น การหดตัวลงเล็กน้อยของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นการชะลอเพียงชั่วคราวจากการเดินประท้วงก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในยังประเทศอื่นๆ ก็มีส่วนเช่นกัน โดยแม้ว่าผลแบบสอบถามจะจัดอันดับให้ประเทศอินโดนีเซียและอินเดียต่ำกว่าไทยในแง่ของความมั่นคงทางการเมือง แต่ทั้งสองประเทศก็มีศักยภาพที่จะเป็นคู่แข่งของไทยได้ อย่างไรก็ตามในการตอบแบบสอบถามเมื่อปลายปี 2013 พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง

ปัจจัยนอกเหนือจากการเมือง

โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ แต่ก็มีความท้าทายใหม่ๆ ต่อการเติบโตเช่นกัน เช่น การก้าวข้าม “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ดังนั้นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดันกลุ่มคนรายได้ปานกลาง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการค้าเสรี จึงมีความสำคัญ เพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

การผลักดันนโยบายรวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปการคลัง (Fiscal Reform) เช่น นโยบายภาษีที่จะต้องมีความสมดุล นอกจากนี้การที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ในประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้มีความได้เปรียบในการขนส่งสินค้าต่างๆ ไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยล่าสุด คสช.ได้อนุมัติแผนที่จะก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ใกล้กับชายแดน ได้แก่ แม่สอด จ.ตาก สะเดา จ.สงขลา คลองลึก จ.สระแก้ว และคลองใหญ่ จ.ตราด แล้ว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี