
เงินบาทแกว่งตัว...กังวลปัญหายุโรป
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (2427 พฤษภาคม 2553) สัปดาห์นี้เงินบาทปรับตัวผันผวนท่ามกลางความกังวลที่มากขึ้นต่อปัญหาทางการคลังและความอ่อนแอของภาคการเงินในยุโรปที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเงินบาทแกว่งตัวในช่วง 32.2632.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลังปรับตัวใน ช่วง 32.2132.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันทำการแรกของสัปดาห์ ก่อนอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวการณ์ลงทุนในตลาดการเงิน ที่ค่อนข้างผันผวนจากความวิตกต่อปัญหาหนี้สินในยูโรโซน และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์ความ ขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีที่ตึงเครียดมากขึ้น ที่สำคัญการเข้าเทคโอเวอร์ ธนาคาร CajaSur ของธนาคาร กลางสเปนยังกระตุ้นความกังวลของนักลงทุนถึงความอ่อนแอของสถาบันการเงินในยุโรป ทำให้นักลงทุนมี ความลังเลในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เห็นได้จากการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทร่วงลงแตะระดับ 32.55 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ใน ช่วงกลางสัปดาห์ อย่างไรก็ดีเงินบาทเริ่มฟื้นตัวขึ้นโดยอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้น แต่ความวิตกต่อปัญหาในยูโรโซนที่เพิ่มสูงขึ้นหลังมีรายงานว่าสำนักงานปริวรรตเงินตราของรัฐบาลจีนมีการหารือกันเพื่อประเมินการถือครองตราสารหนี้ของยูโรโซนยังคงเป็นปัจจัยจำกัดการปรับแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต่อไป
ในช่วงต้นสัปดาห์ (2427 พ.ค.) เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันทำการแรก หลังตลาดการเงินของไทยปิดทำการในช่วงวันที่ 2021 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเงินบาทยังคงปรับตัวผันผวน เนื่องจากยังคงถูกกดดันจากความกังวลเรื่องปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยการเมืองในประเทศในช่วงนี้
โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบลุกลามไปสู่เศรษฐกิจยูโรโซน และฉุดให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนยังคงทยอยเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา เห็นได้จากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นโลกเช่นเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย
ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนไม่ตอบรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีเกินคาดถึง 12% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่นักลงทุนกลับมุ่งความสนใจไปที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งการใช้จ่ายและการลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งอาจฉุดให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสต่อไปมีแนวโน้มชะลอตัวลง
โดยเงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าและร่วงลงสู่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันอังคาร โดยเงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาคที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ นำโดยเงินวอนเกาหลีใต้ ท่ามกลางความกังวลมากขึ้นต่อปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี ที่สำคัญความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับวิกฤตหนี้ใน ยูโรโซนที่อาจลุกลามออกไป หลังธนาคารกลางสเปนเข้าเทคโอเวอร์ธนาคาร CajaSur ซึ่งเป็นธนาคารออมทรัพย์ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ทำให้นักลงทุนมองว่า การเข้าเทคโอเวอร์ดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของภาคธนาคารในยุโรป และทำให้เกิดความวิตกว่าธนาคารออมทรัพย์อื่นๆ อาจต้องการเงินช่วยเหลือในช่วงที่สเปนกำลัง พยายามที่จะลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งความวิตกเกี่ยวกับสถาบันการเงินของยุโรปที่อาจขยายวงกว้างออกไปทำให้นักลงทุนมีความลังเลในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เห็นได้จากการร่วงลงอย่างหนักของตลาด หุ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทร่วงลงแตะระดับ 32.55 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงบ่ายวันอังคาร
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันพุธปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากช่วงท้ายต้นสัปดาห์ ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นและสกุลเงินในเอเชียแต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของภาคการเงินในยุโรปยังไม่หมดไป ทำให้ข้อมูลตลาดไม่ตอบรับมากนักต่อข้อมูลความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ในเดือนพ.ค. ขณะเดียวกันความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงยังคงถูกกระทบจากภาวะการระดมเงินทุนที่ยากลำบากมากขึ้นในยูโรโซน และกฎระเบียบภาคการเงินที่เข้มงวดขึ้นของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้น บนคาบสมุทรเกาหลี ทำให้นักลงทุนยังคงปรับลดความเสี่ยงในพอร์ทการลงทุนและเพิ่มน้ำหนักในการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งนี้ภาวะการลงทุนที่ไร้ทิศทางในช่วงนี้ยังคงส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาค อย่างไรก็ดี เงินบาทค่อนข้างทรงตัวหากเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ที่ระดับ 32.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันพุธ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย หลังแรงขายของนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงนี้ไม่ได้อ่อนค่ามากนักหากเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเป็นผลจากการที่ไทยยังคงมียอดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด
อีกทั้งนักลงทุนในประเทศยังมีการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาเป็นระยะ อย่างไรก็ดี การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายสัปดาห์ ช่วยหนุนให้ค่าเงินภูมิภาคฟื้นตัวขึ้น เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดยังมีความวิตกต่อปัญหาในยูโรโซนที่เพิ่มสูงขึ้น หลังมีรายงานว่าสำนักงานปริวรรตเงินตราของรัฐบาลจีนมีการหารือกันเพื่อประเมินการถือครองตราสารหนี้ของยูโรโซนจากความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิก อาทิ กรีซ สเปน และโปรตุเกส โดยจีนมีการถือครองพันธบัตรยูโรโซนราว 6.30 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าราว 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน
สัปดาห์นี้ (31 พ.ค.4 มิ.ย. 2553) เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยสกัดการร่วงลงของเงินบาทในช่วงนี้ โดยคาดว่าจะปรับตัวในช่วง 32.3032.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 32.2632.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยคาดว่าความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของยุโรปที่ยังไม่มีสัญญาณที่จะเบาบางลง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้นักลงทุนลดน้ำหนักในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในระบบการเงินโลกยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้นักลงทุนมีการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ค่าเงินภูมิภาคและเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องติดตามในช่วงต่อไปคือการดำเนินนโยบายการเงินของจีนที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น หลังจากในช่วงปลายสัปดาห์ หลีเต้าคุย ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการในคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้เหมาะสมสำหรับจีนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หลังจากอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้







