
ความรู้ที่ถูกต้องตอน 2
การคิดเป็น กับ การท่องจำ ต่างกันนิดเดียว คือ ต่างที่ความคิด แต่ผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล ผมมีโอกาสได้ไปพูดในงานจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ฮึม!! ไม่ได้แบบ Steve Jobs แต่ผมก็รู้สึกเท่พอสมควรที่ไปพูดในฐานะรุ่นพี่ให้รุ่นน้องฟังว่า เด็กจบใหม่ควรมองโลกอย่างไร
การคิดเป็น กับ การท่องจำ ต่างกันนิดเดียว คือ ต่างที่ความคิด แต่ผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล ผมมีโอกาสได้ไปพูดในงานจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ฮึม!! ไม่ได้แบบ Steve Jobs แต่ผมก็รู้สึกเท่พอสมควรที่ไปพูดในฐานะรุ่นพี่ให้รุ่นน้องฟังว่า เด็กจบใหม่ควรมองโลกอย่างไร
คุณว่าผมพูดอะไร? เออ ถามจริงๆ ถ้าคุณเองถูกเชิญไปพูดสอนเด็กที่กำลังจะจบการศึกษา คุณมีเวลาสั้น คุณจะพูดอะไรกับเขา? ใช่!! ยากโคตรๆ ถึงต้องเชิญผม เพราะผมชอบอะไรยาก คติประจำใจของผมคือ อะไรง่ายให้คนอื่นทำไป อะไรยากๆ ให้กรู เพราะกรูชอบ 555 คุณรู้รึเปล่าว่าคติประจำใจบ้าๆ อันนี้ของผมใช้ตั้งแต่เริ่มทำงานจนวันนี้มันเห็นผลดีทีเดียว
แรกๆ คนก็มองว่าผมเลือกงาน แต่จริงๆ มันเป็นการ Streamline เลือกงานที่ตัวเองถนัด แล้วทำให้สุด ผลก็คือ งานมันออกมาดี และมันดีกว่าทำทุกอย่างแต่ไม่มีอะไรดีเลย ใช่!! หลายๆ คนก็มักบอกว่าเขาเลือกงานที่ทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันทำตามคำสั่งของหัวหน้าหมด ตอบตรงๆ นะ งานแรก ทุกคนก็ต้องเป็นงานที่ตัวเองไม่อยากจะทำทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครโชคดีทำงานแรกแล้วเป็นงานที่ชอบทันทีหรอก
แต่ขั้นตอนที่สำคัญคือ การตั้งเป้าหมาย เพราะคนทุกคนในเรื่องเป้าหมายก็มีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก คนส่วนใหญ่ พวกนี้ไม่มีเป้าหมาย ชีวิตทำให้ดีที่สุด ฟังดูสวยนะ ทำให้ดีที่สุด แต่จริงๆ คือ มันเคว้ง เพราะมันไม่รู้ว่าเดินไปไหน ต่อให้ทำงานได้ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปไหน ยังไงก็ไม่มีทางถึงเส้นชัย นี่คือคนกว่า 99% ของที่ทำงาน คือ ทำตามสั่ง ไร้เป้าหมาย คนที่เก่งในกลุ่มนี้ก็อาจเป็น Supervisor แต่ยากจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร หรือ CEO
อีกประเภทคือ คนมีเป้าหมาย พวกนี้รู้ว่างานที่ต้องทำคืออะไร ก็ทำให้ดี แต่ที่เขารู้มากกว่าก็คือ รู้ว่า แล้วงานที่ตั้งเป้าว่าอยากทำคืออะไร ความแตกต่างคือ คนเหล่านี้จะมีเป้าหมายอยู่ในใจ ดังนั้นเขาจะรู้ว่าอะไรที่จะช่วยให้เขาไปสู่เป้าหมาย เขาก็จะพยายามทำและเรียนรู้สิ่งนั้นๆ ให้มาก ซึ่งถ้าเป้าหมายเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่ในบริษัท ก็จะอาสาทำงานนั้นๆ โดยไม่สนใจว่าจะได้ OT หรือไม่ แต่ถ้างานนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกบริษัท เขาก็จะหาเวลาว่างๆ ไปทำงานนั้นๆ
จะเห็นได้ว่าคนที่มีเป้าหมายมักต้องทำงานมากกว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย เพราะต้องทำงานที่ต้องทำก่อน จากนั้นต้องหาเวลาเพิ่มเพื่อทำงานที่ตรงเป้าหมาย ทำให้คนเหล่านี้ต้องเหนื่อยมากกว่าคนปกติ แต่ลองคิดดีๆ นะ คนเหล่านี้ที่ยอมเหนื่อยกว่าคนปกติ แต่จิตใจของคนที่ได้มีโอกาสทำงานที่ตัวเองรัก เขาจะมีความรู้สึกที่ดี ผลก็คือ เหนื่อยกาย แต่สบายใจ และสิ่งที่ตามมาก็คือ ได้มีโอกาสทำสิ่งที่อยากทำแล้วพัฒนาฝีมือตัวเองไปเรื่อยๆ
คิดดีๆ สิ คนที่เริ่มทำงานที่อยากทำควบคู่ไปด้วย มันเหมือนคนที่สร้างเวทีให้ตัวเองได้แสดงฝีมือ มันต่างกับคนทั่วๆ ไปที่ทนทำงานที่ไม่ชอบ แล้วนั่งรอว่าเมื่อไหร่โอกาสในการทำงานดีๆ เงินมากๆ อย่างที่หวังไว้จะหล่นมาจากท้องฟ้า แล้วให้เขาได้พิสูจน์ฝีมือ
ตลกไหมล่ะครับ แค่เรามองภาพ เราก็เห็นเลยว่าจริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสในชีวิตก็เพราะเขาไม่เคยขวนขวายหาโอกาส
ถ้ายกตัวอย่างผมเอง วันที่ผมเป็นลูกจ้างครั้งแรก บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบงานประจำสุด แต่ผมก็ต้องทนทำ เพราะอยากเรียนรู้และอยากหาเงินเองให้ได้ แต่สิ่งที่ผมไม่เคยหยุดคือ การหาโอกาส
ผมอ่านหนังสือเยอะมาก เพื่อพยายามหาวิธีประสบความสำเร็จ จนมาเจอกับ “หุ้น” นี่แหละ ที่มันทำให้ผมเป็นว่า “หุ้นนี่เอง ที่สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้สามารถเป็นเจ้าของกิจการ เป็นการสร้างเครื่องผลิตเงินได้จริง” นั่นแหละ ผมคลิกเลย จากนั้นผมทุ่มเทให้กับการศึกษาหุ้น ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับหุ้น ตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือ ไปฟังสัมมนา เข้ากิจกรรมต่างๆ จนเมื่อมีความรู้พอสมควร ผมก็เปิด Blog เขียนเผยแพร่ความรู้ จากนั้นก็ค่อยๆ เปิด Facebook รวมเล่มออกเป็นหนังสือ ร่วมตั้งสำนักพิมพ์ Stock2morrow และก็ร่วมสร้างคอร์สสัมมนาการเล่นหุ้นที่กลายเป็นชุมชนครบวงจรเรื่องหุ้นที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย
ที่เล่ามาคือ “กรูอยากทำ” ถ้ามองกลับกัน คือ ถ้าผมก้มหน้าก้มตาทำงานประจำไปเรื่อยๆ รอว่าเมื่อไหร่เขาจะเลื่อนผมเป็นผู้จัดการ เมื่อไหร่จะเงินเดือนเพิ่ม ก็คงมีชีวิตย่ำอยู่ที่เดิม
เพราะแท้จริงแล้ว ถ้าคุณไปดูชีวิตของคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จในสังคม จะเห็นได้ว่าคนเหล่านี้เขาได้ทำอะไรบางอย่างที่แตกต่าง โดยเฉพาะเขาได้สร้างเวทีแห่งโอกาสให้ตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม เฮ้ย!! เล่ามาซะยาว ลืมคำถามไปเลยว่า “ถ้าคุณมีเวลาสั้น จะเปลี่ยนชีวิตน้องๆ นักศึกษาที่เข้ามาฟังว่าชีวิตเขาจะดีอย่างไรหลังจบปริญญา”
เอาล่ะ น้องๆ ให้จำเอาไว้ว่า เงินเดือนที่จะได้ หากน้องทำงานได้ตามตำราที่ร่ำเรียนมา ก็จะได้ 1.5 หมื่นบาท/เดือน ส่วนเพิ่มที่มากกว่านั้นคือจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการกล้าที่จะตั้งเป้าหมายและเดินตามความฝันไปพร้อมๆ กับงานที่ทำ ช่วงแรก เราอาจเหมือนต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพราะมีทั้งงานที่ต้องทำและงานที่อยากทำ วันใดก็ตามที่เราทำงานที่อยากทำได้ดีพอ วันนั้นเวทีแห่งโอกาสจะเปิดขึ้น และจำไว้เลยว่า เวทีนั้น “มรึงสร้างเอง” โคตรภูมิใจเลย บอกตรงๆ
อย่าหยุดตั้งเป้าหมายและเดินหน้าสู้ไป ...ลุย!!







