posttoday
ขอโทษที...ตอนี้พี่ชอร์ต!!! ทางออกขางรายจ่ายฉุกเฉิน

ขอโทษที...ตอนี้พี่ชอร์ต!!! ทางออกขางรายจ่ายฉุกเฉิน

17 สิงหาคม 2557

เคยคิดไหมว่า ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ตอนนี้... พี่ชอร์ต” เพราะอยู่ดีๆ ก็มีรายจ่ายฉุกเฉินเข้ามาทำให้เงินขาดมือ เราจะทำอย่างไร

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

เคยคิดไหมว่า ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ตอนนี้... พี่ชอร์ต” เพราะอยู่ดีๆ ก็มีรายจ่ายฉุกเฉินเข้ามาทำให้เงินขาดมือ เราจะทำอย่างไร จะหาทางออกได้ไหม จะหาเงินจากที่ไหนมา “หมุน” เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านไปได้ด้วยดี

เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานผลสำรวจเกี่ยวกับการเงินในครัวเรือนของคนชาวอเมริกันหลังจากผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีคำถามเสียดแทงใจคำถามหนึ่งว่า “จะทำอย่างไรถ้าต้องจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำนวน 400 เหรียญสหรัฐ” (คนหนึ่งตอบได้มากกว่า 1 วิธี)

มีเพียง 38.6% เท่านั้น ที่ยืดอกตอบแบบสบายๆ ว่า ใช้เงินออม หรือเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า

อีก 27.7% ใช้บัตรเครดิต และมั่นใจว่า จะสามารถจ่ายได้ทั้งหมดภายในรอบบิลหน้า ในขณะอีก 16.9% บอกว่า จะใช้บัตรเครดิตเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกัน คือ ยังไม่รู้ว่าจะจ่ายได้หมดภายในเมื่อไร

และอีก 6.8% ตั้งใจจะกู้เงินจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ 11.8% หวังจะหยิบยืมจากเพื่อน หรือคนในครอบครัว แต่ 9.5% ยอมตัดใจขายทรัพย์สินบางอย่างออกไป

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ 18.90% ยอมรับตรงไปตรงมาว่า “หมดหนทาง ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนจริงๆ”

ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าต้องตอบคำถามเดียวกันนี้ “จะทำอย่างไรถ้าต้องจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉินประมาณ 1.5 หมื่นบาท”

อย่างแรกที่ต้องทำ คือ สูดหายใจลึกๆ แล้วตั้งสติให้มั่น คิดหาทางออกที่ดีที่สุด

ทุบกระปุก

เวลาฉุกเฉินแบบนี้จะมีอะไรดีไปกว่า “กระปุกออมสิน” หรือเงินที่เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เพราะเงินในกระปุกก็เป็นเงินที่เราเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดแบบนี้อยู่แล้ว โดยทั่วไปก็ควรจะมีเงินสำรองไว้ประมาณ 36 เท่าของรายจ่ายประจำ

หรืออาจจะเป็นเงินที่เตรียมไว้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นที่มีความสำคัญน้อยกว่า เช่น เงินเก็บสำหรับการท่องเที่ยวในปีหน้า เงินเก็บสำหรับซื้อเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ เราก็ยังพอจัดสรรปันส่วนมาใช้ในเวลาฉุกเฉินที่มีความจำเป็นมากกว่า

พอทุกอย่างเข้าที่เขาทางก็ค่อยกลับไปตั้งต้นเก็บออมกันใหม่

แต่ (ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ) อย่าได้ไปทุบกระปุก หรือนำเงินที่เตรียมไว้สำหรับการเกษียณมาใช้เด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่เข้าใกล้วัยเกษียณมากๆ เพราะเราแทบจะไม่มีโอกาสกลับไปเริ่มต้นเก็บเงินก้อนนี้ได้อีกแล้ว

ขายสมบัติ

เคยมีคนมาตั้งคำถามในสังคมออนไลน์ว่า จำเป็นต้องใช้เงิน แต่เลือกไม่ถูกจริงๆ ว่า จะตัดใจขายอะไรดี ระหว่างหุ้นค้างพอร์ตที่ขาดทุนอยู่ประมาณ 20% ทองคำที่ซื้อมาตั้งแต่ราคายอดดอย และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ถือว่าไม่ครบ 5 ปี

คนส่วนใหญ่แนะนำให้ขายทองคำที่ขาดทุนอยู่บาทละ 5,000 บาท แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ท้ายที่สุดแล้วคนนี้เขาตัดสินใจขายอะไรออกไป

ถ้าเรามี “สมบัติอยู่หลายอย่าง” เราจะเลือกขายอะไร เพื่อให้ได้เงินก้อนหนึ่งมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

ลองเริ่มจากขาย “ของฟุ่มเฟือย” เพราะมันเป็นของไม่จำเป็น และหลายครั้งของไม่จำเป็นแบบนี้กลับมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่อาจจะต้องทำใจไว้สักหน่อย ถ้าราคาขายของฟุ่มเฟือยของเราจะราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาหลายเท่าตัว

อันดับถัดไปลองมองหา “ของไม่มีอนาคต” หรือของอะไรก็ตามที่มูลค่าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย คงเพราะเหตุผลนี้ที่ทำให้คนส่วนใหญ่แนะนำให้ขายทองคำ เพราะในเวลานั้นโอกาสที่ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นมีน้อยมาก ขณะที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่า และยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลมาปลอบใจ

แต่ถ้ายังตัดใจไม่ถูกว่า อะไรคือของฟุ่มเฟือย ของไม่มีอนาคต ลองคิดถึง “ของขายง่าย” เพราะมันจะเหมาะมากสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้เงินมาเร็วที่สุด เพราะในบางกรณีของฟุ่มเฟือย ของไม่มีอนาคต อาจจะขายไม่ออก หรือขายได้ยากกว่าของขายง่าย

ขอโทษที...ตอนี้พี่ชอร์ต!!! ทางออกขางรายจ่ายฉุกเฉิน

 

หาเงินกู้

ถ้าเงินในกระปุกก็ไม่มี เงินออมเพื่อฉุกเฉินก็มีน้อย สมบัติก็แทบจะไม่มี คงต้องมองหา “เงินกู้” ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ กู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แน่นอนว่า แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะมีดอกเบี้ยสูงกว่าแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

โรงรับจำนำ

อย่าบอกนะว่า ไม่เคยใช้บริการ “โรงรับจำนำ” เพราะนี่คือที่พึ่งยามฉุกเฉินจริงๆ

เพราะถ้ามีสมบัติติดตัวไม่อยากจะขาย เพราะเสียดายของรักของหวง ก็เอาไปจำนำไว้ก่อนได้ เสียดอกเบี้ยไม่สูง โดยโรงรับจำนำของรัฐประกาศดอกเบี้ยไว้เดือนละ 0.25% สำหรับเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท จากนั้นดอกเบี้ยจะขยับขึ้นตามเงินต้น โดยดอกเบี้ยสูงอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน สำหรับเงินต้นตั้งแต่ 2 หมื่น1 แสนบาท

หลังจากเอาสมบัติไปจำนำแล้ว จะต้องไป “ส่งดอก” ภายใน 4 เดือน 30 วัน และถ้ายังไม่สามารถไถ่ของคืนได้ก็สามารถต่ออายุออกไปได้อีก แต่ถ้าไม่ไปส่งดอก หรือไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด สมบัติของเราจะ “หลุดจำนำ” กลายเป็นสิทธิของโรงรับจำนำทันที

รถแลกเงิน

ถ้าสมบัติของเราเป็น “รถยนต์” ที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ติดไฟแนนซ์ ก็นำมาแลกเป็นเงินสดได้ และเดี๋ยวนี้มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้หลายราย ส่วนใหญ่จะรับประกันว่า “ได้เงินไว” ภายใน 13 วัน หลังจากได้รับอนุมัติ

นอกจากจะได้เงินเร็วแล้ว สินเชื่อที่ใช้รถยนต์ค้ำประกันยังคิดดอกเบี้ยไม่สูง เพราะแม้จะคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ แต่เมื่อคำนวณมาเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วก็ยังต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลที่ไม่ได้มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อประเภทนี้จะอิงจาก “ปีที่จดทะเบียน” ของรถยนต์ที่นำมาเป็นหลักประกัน รถยิ่งเก่าดอกเบี้ยยิ่งสูง และประเภทของรถยนต์ รถเก๋งดอกเบี้ยถูกกว่ารถกระบะและรถตู้

ตัวอย่าง ดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ถ้าเป็นรถเก๋งปี 2002 ดอกเบี้ยคงที่ปีละ 4.75% คิดเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือนเท่ากับ 8.81% ต่อปี รถเก๋งปี 2012 ขึ้นไป ดอกเบี้ยคงที่ 3.18% ต่อปี หรือเท่ากับ 6.01% แบบดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (หรือคิดง่ายๆ ก็เอาดอกเบี้ยคงที่คูณ 2 เข้าไป ก็พอจะทำให้เป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแบบคร่าวๆ ได้เหมือนกัน)

ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

บัตรเครดิต

ถ้ารายจ่ายฉุกเฉินของเราสามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ และมั่นใจว่าจะจ่ายได้ทั้งหมดก่อนจะครบเวลาปลอดดอกเบี้ย (ประมาณ 50 วัน) ก็ถือว่า โชคดีไป เพราะการใช้บัตรเครดิตครั้งนี้จะไม่ต่างจากการใช้เงินในกระเป๋า แต่ถ้าจ่ายไม่ได้ก็เสียดอกเบี้ย ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ 20% ต่อปี

แต่ถ้าบังเอิญว่า รายจ่ายฉุกเฉินก้อนนั้นไม่สามารถชำระได้ด้วยบัตรเครดิต ทำให้ต้องถอนเงินสดจากบัตรเครดิต ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิก 3% ของจำนวนเงินที่เบิกออกไป

บัตรกดเงินสด

หลายคนมีบัตรพลาสติกชนิดนี้อยู่กับตัว ก็เพื่อเหตุการณ์แบบนี้ เพราะทันทีที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแบบฉุกเฉินก็หยิบบัตรกดเงินสด ไปเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็มโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเบิกเงิน และคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามระยะเวลาที่เราค้างชำระ (ไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย) เพราะฉะนั้นยิ่งผ่อนน้อยค้างนาน จ่ายแค่ยอดขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเสียดอกเบี้ยมาก

สำหรับอัตราดอกเบี้ย สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะกำหนดไว้ตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยวงเงินมากจะดอกเบี้ยน้อย และวงเงินน้อยจะดอกเบี้ยมาก แต่ทั้งหมดจะมีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 28% ต่อปี

สินเชื่อเงินสด

สถาบันการเงินบางแห่งจะเรียกสินเชื่อแบบนี้ว่า “สินเชื่อบุคคล” หรือ “สินเชื่ออเนกประสงค์” ซึ่งจะให้กู้เป็นเงินก้อน และมีกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่ชัดเจนว่า จะกู้เท่าไร ผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนไปกี่เดือน (นอกจากนี้บางแห่งเปิดให้ผ่อนมากกว่ายอดที่กำหนดไว้โดยไม่มีค่าปรับ เพราะฉะนั้นยิ่งจ่ายมากยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อย หนี้หมดเร็ว)

ดอกเบี้ยก็อาจจะกำหนดตามวงเงินที่ได้รับ โดยมีเพดานเกิน 28% ต่อปี เช่นเดียวกับบัตรกดเงินสด

แต่ไม่ว่าจะเลือกกู้แบบไหน ก็ขอแค่อย่าหลงกล “สินเชื่อเสาไฟ” ที่มาติดประกาศตามเสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ และต้องหลีกให้ไกล “เงินกู้นอกระบบ” เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเปลี่ยนจาก “ชอร์ต” เป็น “ช็อก” เพราะถูกโขกดอกเบี้ยสูงลิบ

หรือถ้าคิดจะหยิบยืมคนในครอบครัว หรือเพื่อน อย่าลืม “รักษาเครดิต” ให้ดีที่สุด อย่าเอาเงินไม่กี่บาทไปแลกกับมิตรภาพที่ดี

และหลังจากผ่านวิกฤตกับรายจ่ายฉุกเฉินไปแล้ว ต้องสัญญากับตัวเองไว้ว่า ครั้งหน้าจะเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยเงินออมของเราเองให้ได้

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี