ขอโทษที...ตอนี้พี่ชอร์ต!!! ทางออกขางรายจ่ายฉุกเฉิน
เคยคิดไหมว่า ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ตอนนี้... พี่ชอร์ต” เพราะอยู่ดีๆ ก็มีรายจ่ายฉุกเฉินเข้ามาทำให้เงินขาดมือ เราจะทำอย่างไร
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
เคยคิดไหมว่า ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ตอนนี้... พี่ชอร์ต” เพราะอยู่ดีๆ ก็มีรายจ่ายฉุกเฉินเข้ามาทำให้เงินขาดมือ เราจะทำอย่างไร จะหาทางออกได้ไหม จะหาเงินจากที่ไหนมา “หมุน” เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านไปได้ด้วยดี
เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานผลสำรวจเกี่ยวกับการเงินในครัวเรือนของคนชาวอเมริกันหลังจากผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีคำถามเสียดแทงใจคำถามหนึ่งว่า “จะทำอย่างไรถ้าต้องจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำนวน 400 เหรียญสหรัฐ” (คนหนึ่งตอบได้มากกว่า 1 วิธี)
มีเพียง 38.6% เท่านั้น ที่ยืดอกตอบแบบสบายๆ ว่า ใช้เงินออม หรือเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า
อีก 27.7% ใช้บัตรเครดิต และมั่นใจว่า จะสามารถจ่ายได้ทั้งหมดภายในรอบบิลหน้า ในขณะอีก 16.9% บอกว่า จะใช้บัตรเครดิตเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกัน คือ ยังไม่รู้ว่าจะจ่ายได้หมดภายในเมื่อไร
และอีก 6.8% ตั้งใจจะกู้เงินจากสถาบันการเงิน
ขณะที่ 11.8% หวังจะหยิบยืมจากเพื่อน หรือคนในครอบครัว แต่ 9.5% ยอมตัดใจขายทรัพย์สินบางอย่างออกไป
แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ 18.90% ยอมรับตรงไปตรงมาว่า “หมดหนทาง ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนจริงๆ”
ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าต้องตอบคำถามเดียวกันนี้ “จะทำอย่างไรถ้าต้องจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉินประมาณ 1.5 หมื่นบาท”
อย่างแรกที่ต้องทำ คือ สูดหายใจลึกๆ แล้วตั้งสติให้มั่น คิดหาทางออกที่ดีที่สุด
ทุบกระปุก
เวลาฉุกเฉินแบบนี้จะมีอะไรดีไปกว่า “กระปุกออมสิน” หรือเงินที่เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เพราะเงินในกระปุกก็เป็นเงินที่เราเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดแบบนี้อยู่แล้ว โดยทั่วไปก็ควรจะมีเงินสำรองไว้ประมาณ 36 เท่าของรายจ่ายประจำ
หรืออาจจะเป็นเงินที่เตรียมไว้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นที่มีความสำคัญน้อยกว่า เช่น เงินเก็บสำหรับการท่องเที่ยวในปีหน้า เงินเก็บสำหรับซื้อเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ เราก็ยังพอจัดสรรปันส่วนมาใช้ในเวลาฉุกเฉินที่มีความจำเป็นมากกว่า
พอทุกอย่างเข้าที่เขาทางก็ค่อยกลับไปตั้งต้นเก็บออมกันใหม่
แต่ (ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ) อย่าได้ไปทุบกระปุก หรือนำเงินที่เตรียมไว้สำหรับการเกษียณมาใช้เด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่เข้าใกล้วัยเกษียณมากๆ เพราะเราแทบจะไม่มีโอกาสกลับไปเริ่มต้นเก็บเงินก้อนนี้ได้อีกแล้ว
ขายสมบัติ
เคยมีคนมาตั้งคำถามในสังคมออนไลน์ว่า จำเป็นต้องใช้เงิน แต่เลือกไม่ถูกจริงๆ ว่า จะตัดใจขายอะไรดี ระหว่างหุ้นค้างพอร์ตที่ขาดทุนอยู่ประมาณ 20% ทองคำที่ซื้อมาตั้งแต่ราคายอดดอย และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ถือว่าไม่ครบ 5 ปี
คนส่วนใหญ่แนะนำให้ขายทองคำที่ขาดทุนอยู่บาทละ 5,000 บาท แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ท้ายที่สุดแล้วคนนี้เขาตัดสินใจขายอะไรออกไป
ถ้าเรามี “สมบัติอยู่หลายอย่าง” เราจะเลือกขายอะไร เพื่อให้ได้เงินก้อนหนึ่งมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
ลองเริ่มจากขาย “ของฟุ่มเฟือย” เพราะมันเป็นของไม่จำเป็น และหลายครั้งของไม่จำเป็นแบบนี้กลับมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่อาจจะต้องทำใจไว้สักหน่อย ถ้าราคาขายของฟุ่มเฟือยของเราจะราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาหลายเท่าตัว
อันดับถัดไปลองมองหา “ของไม่มีอนาคต” หรือของอะไรก็ตามที่มูลค่าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย คงเพราะเหตุผลนี้ที่ทำให้คนส่วนใหญ่แนะนำให้ขายทองคำ เพราะในเวลานั้นโอกาสที่ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นมีน้อยมาก ขณะที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่า และยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลมาปลอบใจ
แต่ถ้ายังตัดใจไม่ถูกว่า อะไรคือของฟุ่มเฟือย ของไม่มีอนาคต ลองคิดถึง “ของขายง่าย” เพราะมันจะเหมาะมากสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้เงินมาเร็วที่สุด เพราะในบางกรณีของฟุ่มเฟือย ของไม่มีอนาคต อาจจะขายไม่ออก หรือขายได้ยากกว่าของขายง่าย
หาเงินกู้
ถ้าเงินในกระปุกก็ไม่มี เงินออมเพื่อฉุกเฉินก็มีน้อย สมบัติก็แทบจะไม่มี คงต้องมองหา “เงินกู้” ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ กู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แน่นอนว่า แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะมีดอกเบี้ยสูงกว่าแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
โรงรับจำนำ
อย่าบอกนะว่า ไม่เคยใช้บริการ “โรงรับจำนำ” เพราะนี่คือที่พึ่งยามฉุกเฉินจริงๆ
เพราะถ้ามีสมบัติติดตัวไม่อยากจะขาย เพราะเสียดายของรักของหวง ก็เอาไปจำนำไว้ก่อนได้ เสียดอกเบี้ยไม่สูง โดยโรงรับจำนำของรัฐประกาศดอกเบี้ยไว้เดือนละ 0.25% สำหรับเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท จากนั้นดอกเบี้ยจะขยับขึ้นตามเงินต้น โดยดอกเบี้ยสูงอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน สำหรับเงินต้นตั้งแต่ 2 หมื่น1 แสนบาท
หลังจากเอาสมบัติไปจำนำแล้ว จะต้องไป “ส่งดอก” ภายใน 4 เดือน 30 วัน และถ้ายังไม่สามารถไถ่ของคืนได้ก็สามารถต่ออายุออกไปได้อีก แต่ถ้าไม่ไปส่งดอก หรือไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด สมบัติของเราจะ “หลุดจำนำ” กลายเป็นสิทธิของโรงรับจำนำทันที
รถแลกเงิน
ถ้าสมบัติของเราเป็น “รถยนต์” ที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ติดไฟแนนซ์ ก็นำมาแลกเป็นเงินสดได้ และเดี๋ยวนี้มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้หลายราย ส่วนใหญ่จะรับประกันว่า “ได้เงินไว” ภายใน 13 วัน หลังจากได้รับอนุมัติ
นอกจากจะได้เงินเร็วแล้ว สินเชื่อที่ใช้รถยนต์ค้ำประกันยังคิดดอกเบี้ยไม่สูง เพราะแม้จะคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ แต่เมื่อคำนวณมาเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วก็ยังต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลที่ไม่ได้มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อประเภทนี้จะอิงจาก “ปีที่จดทะเบียน” ของรถยนต์ที่นำมาเป็นหลักประกัน รถยิ่งเก่าดอกเบี้ยยิ่งสูง และประเภทของรถยนต์ รถเก๋งดอกเบี้ยถูกกว่ารถกระบะและรถตู้
ตัวอย่าง ดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ถ้าเป็นรถเก๋งปี 2002 ดอกเบี้ยคงที่ปีละ 4.75% คิดเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือนเท่ากับ 8.81% ต่อปี รถเก๋งปี 2012 ขึ้นไป ดอกเบี้ยคงที่ 3.18% ต่อปี หรือเท่ากับ 6.01% แบบดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (หรือคิดง่ายๆ ก็เอาดอกเบี้ยคงที่คูณ 2 เข้าไป ก็พอจะทำให้เป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแบบคร่าวๆ ได้เหมือนกัน)
ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
บัตรเครดิต
ถ้ารายจ่ายฉุกเฉินของเราสามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ และมั่นใจว่าจะจ่ายได้ทั้งหมดก่อนจะครบเวลาปลอดดอกเบี้ย (ประมาณ 50 วัน) ก็ถือว่า โชคดีไป เพราะการใช้บัตรเครดิตครั้งนี้จะไม่ต่างจากการใช้เงินในกระเป๋า แต่ถ้าจ่ายไม่ได้ก็เสียดอกเบี้ย ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ 20% ต่อปี
แต่ถ้าบังเอิญว่า รายจ่ายฉุกเฉินก้อนนั้นไม่สามารถชำระได้ด้วยบัตรเครดิต ทำให้ต้องถอนเงินสดจากบัตรเครดิต ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิก 3% ของจำนวนเงินที่เบิกออกไป
บัตรกดเงินสด
หลายคนมีบัตรพลาสติกชนิดนี้อยู่กับตัว ก็เพื่อเหตุการณ์แบบนี้ เพราะทันทีที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแบบฉุกเฉินก็หยิบบัตรกดเงินสด ไปเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็มโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเบิกเงิน และคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามระยะเวลาที่เราค้างชำระ (ไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย) เพราะฉะนั้นยิ่งผ่อนน้อยค้างนาน จ่ายแค่ยอดขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเสียดอกเบี้ยมาก
สำหรับอัตราดอกเบี้ย สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะกำหนดไว้ตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยวงเงินมากจะดอกเบี้ยน้อย และวงเงินน้อยจะดอกเบี้ยมาก แต่ทั้งหมดจะมีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 28% ต่อปี
สินเชื่อเงินสด
สถาบันการเงินบางแห่งจะเรียกสินเชื่อแบบนี้ว่า “สินเชื่อบุคคล” หรือ “สินเชื่ออเนกประสงค์” ซึ่งจะให้กู้เป็นเงินก้อน และมีกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่ชัดเจนว่า จะกู้เท่าไร ผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนไปกี่เดือน (นอกจากนี้บางแห่งเปิดให้ผ่อนมากกว่ายอดที่กำหนดไว้โดยไม่มีค่าปรับ เพราะฉะนั้นยิ่งจ่ายมากยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อย หนี้หมดเร็ว)
ดอกเบี้ยก็อาจจะกำหนดตามวงเงินที่ได้รับ โดยมีเพดานเกิน 28% ต่อปี เช่นเดียวกับบัตรกดเงินสด
แต่ไม่ว่าจะเลือกกู้แบบไหน ก็ขอแค่อย่าหลงกล “สินเชื่อเสาไฟ” ที่มาติดประกาศตามเสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ และต้องหลีกให้ไกล “เงินกู้นอกระบบ” เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเปลี่ยนจาก “ชอร์ต” เป็น “ช็อก” เพราะถูกโขกดอกเบี้ยสูงลิบ
หรือถ้าคิดจะหยิบยืมคนในครอบครัว หรือเพื่อน อย่าลืม “รักษาเครดิต” ให้ดีที่สุด อย่าเอาเงินไม่กี่บาทไปแลกกับมิตรภาพที่ดี
และหลังจากผ่านวิกฤตกับรายจ่ายฉุกเฉินไปแล้ว ต้องสัญญากับตัวเองไว้ว่า ครั้งหน้าจะเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยเงินออมของเราเองให้ได้







