posttoday
ลอดสะพานมอญวิถีชุมชนที่กำลังเปลี่ยนไป

ลอดสะพานมอญวิถีชุมชนที่กำลังเปลี่ยนไป

15 สิงหาคม 2557

ชีวิตของชุมชนชาวสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ขมวดความสัมพันธ์ 3 ชาติ “ไทย กะเหรี่ยง รามัญ”

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

ชีวิตของชุมชนชาวสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ขมวดความสัมพันธ์ 3 ชาติ “ไทย กะเหรี่ยง รามัญ” เข้าไว้ด้วยกัน ที่ในวันนี้กำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งจากความเจริญทางเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะที่สังขละบุรีเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองกาญจน์ ที่ตัวจังหวัดกำลังจะกลายเป็นเมืองหน้าด่านทางเศรษฐกิจการค้าชายแดนสำคัญในฝั่งตะวันตกของไทย ทันทีที่โครงการท่าเรือน้ำลึกพม่าเปิดประตูต้อนรับการค้าเสรีอาเซียนในอนาคต

โสภณ ฉิมจินดา ผู้ประสานงานโครงการเด็กบ้านไกล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี คนต่างถิ่นที่คลุกคลีในพื้นที่แห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี บอกเล่าถึงวิถีชุมชนในสังขละบุรีโดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือที่นิยมเรียกกันว่าสะพานมอญนั้น ที่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย จากความเจริญทางเศรษฐกิจที่รุกคืบเข้ามาทุกวันและทำให้คนท้องถิ่นในพื้นที่แห่งนี้มีรายได้หาเลี้ยงครอบครัวจากการประกอบอาชีพหลัก ทั้งค้าขายของที่ระลึกและร้านอาหารที่ตั้งอยู่เรียงรายในฝั่งมอญไปพร้อมกันด้วย

สำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวในสังขละบุรีนับแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ค่อนข้างเงียบเหงาหรือหายไปเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นเหมือนกัน ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นเพราะความล่าช้าในการซ่อมแซมสะพานมอญ ซึ่งเป็นสะพานสัญลักษณ์สำคัญของเมืองสังขละบุรีที่เสียหายนานร่วมปีจนถึงปัจจุบัน หลังจากที่หน่วยงานรัฐเข้ามาเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบการซ่อมบำรุงสะพานไม้แห่งนี้

“หากเป็นเมื่อก่อนเชื่อว่าสะพานมอญน่าจะซ่อมเสร็จพร้อมเปิดให้ข้ามไปมาหาสู่ระหว่างกันได้ไปนานแล้ว เพราะสะพานไม้นี้ชาวบ้านร่วมใจสร้างขึ้น แต่เมื่อเกิดความเสียหาย รัฐเข้ามาดูแลก็เกิดความล่าช้าซึ่งอาจมาจากการเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย” โสภณ วิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม แม้สะพานมอญจะยังพังหักกลางอยู่ แต่ก็มีแพลูกบวบที่ทอดตัวอยู่ใต้สะพานเพื่อให้สามารถเดินเท้าข้ามฝั่งไปมาระหว่างกันได้อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาเยี่ยมชมสะพานไม้แห่งนี้ ที่ปัจจุบันเริ่มมีคนนอกพื้นที่เข้ามาปักหลักในพื้นที่แห่งนี้ เป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและทำธุรกิจต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต จากความคึกคักทางเศรษฐกิจจากโครงการทวายที่กำลังจะเกิดขึ้น

พร้อมมองแนวโน้มเชิงเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในเมืองสังขละบุรีแห่งนี้ในอนาคตที่จะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลง จากคนต่างถิ่นที่เริ่มทยอยเข้ามาลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ที่เห็นได้ชัด คือ บริการที่พักโรงแรม ที่ทำให้บางส่วนเกิดการเปลี่ยนมือด้านซื้อขายที่ดินจากคนท้องถิ่นไปสู่นายทุน ซึ่งอาจทำให้คนในพื้นที่ดั้งเดิมจะเริ่มหายไป หรือกลายเป็นลูกจ้างมากขึ้น

จากความเจริญที่กำลังจะขยายตัวขึ้นในสังขละบุรีนั้น โสภณบอกว่ายังมีอีกมุมหนึ่งที่คนนอกพื้นที่ไม่เคยเห็น คือ การขาดโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กชาวกะเหรี่ยงโพล่งที่อยู่ไกลและลึกออกไปจากสะพานมอญแห่งนี้ ซึ่งพวกเด็กๆ ต่างต้องการครูอาสาเข้าไปให้อาวุธทางปัญญา หรือความรู้ในแทบทุกวิชาพื้นฐานต่างๆ จากปัญหาอุปสรรคสำคัญคือ เด็กเหล่านี้ต้องอยู่ในป่าช่วยพ่อแม่ทำงาน ไม่สามารถเดินทางเข้ามาในเมืองได้

“เด็กๆ เหล่านี้หากจะต้องออกจากป่าจะต้องใช้เวลาถึง 3 วัน เพื่อมาเรียนหนังสือในเมืองสังขละบุรี ซึ่งพ่อแม่เด็กส่วนใหญ่มักไม่ยอม เพราะทำให้ที่บ้านต้องเสียแรงงานไป” โสภณ กล่าว

จากประเด็นดังกล่าว ในช่วงที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไล่โว่ ได้ร่วมกับโครงการฯ จัดหาครูอาสาซึ่งในเทอมแรกที่ผ่านมา ได้เข้าไปสอนเด็กๆ ราว 20 คนที่โรงเรียนในป่าตั้งอยู่ริมธาร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอเลื่อนชั้นการศึกษาในเทอมต่อไป และยังต้องการครูอาสาเข้ามาฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 12 เดือน เพื่อมาสอนในวิชาสามัญพื้นฐานทั่วไป โดยในภาคการศึกษาปี 2558 จะมีเด็กๆ ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 ตามลำดับ สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โครงการเด็กบ้านไกล ผ่านเฟซบุ๊ก www.facebook.com /DekBanKai LaiVo

“การให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กๆ ที่ห่างไกล ก็มีความสำคัญไปไม่น้อยเช่นกันต่อการเตรียมพร้อม เพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีของคนในชุมชนครั้งใหม่ด้วยเช่นกัน” โสภณ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้