
ดึง "ไทย" โซ่ข้อกลางเชื่อม"จีน-อาเซียน"
ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนยังไม่ค่อยแนบแน่นเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ขณะนี้จีนเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียนมากเป็นอันดับต้นๆ จึงไม่แปลกที่จีนจะขอให้ไทยช่วยเป็นตัวกลางกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศกลุ่มอาเซียน
ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนยังไม่ค่อยแนบแน่นเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ขณะนี้จีนเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียนมากเป็นอันดับต้นๆ จึงไม่แปลกที่จีนจะขอให้ไทยช่วยเป็นตัวกลางกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศกลุ่มอาเซียน
หยางยินฟ่าน อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวในงานสัมมนาความร่วมมือวิจัยยุทธศาสตร์ไทยจีน ครั้งที่ 3 หัวข้อเรื่อง “ทิศทางอนาคตจีนอาเซียน ก้าวไกล 2015” ว่า ยอมรับว่าเรื่องข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่จีนมีต่อประเทศต่างๆ ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ล้วนเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความสัมพันธ์มาก
จุดนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนอาเซียน ไม่ค่อยราบรื่นนัก ที่น่าปวดหัวสุด คือ การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนญี่ปุ่น เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อกันมาช้านาน
“เข้าใจว่า เรื่องนี้อาเซียนพยายามที่จะวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้อาเซียนจึงมีโอกาสจากความเป็นมิตรกับจีน ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายระหว่างกัน จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนให้เข้มข้นขึ้น เพื่อที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ไปยังจีนอาเซียน”
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ บอกว่า ความท้าทายในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีน และจีนอาเซียน คือ จะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ไม่เกิดหรือตกอยู่แค่ไทยจีนเท่านั้น แต่จะต้องขยายไปทั่วทั้งภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ที่ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หากทำได้จะทำให้ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า และไทยที่มีความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงก็น่าจะมีบทบาทในการเป็นตัวนำ เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับดินแดนในแถบนี้ให้มีความมั่งคั่งมากขึ้น
“ต้องยอมรับว่า เวลานี้ความเจริญขยายเข้ามาภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น และต้องยอมรับว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกหันมามอง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความระแวงกันเองภายในภูมิภาค ทำให้เป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ของอาเซียน”
อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องพัฒนาความสัมพันธ์ไทยจีน อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย ซึ่งจะไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางการค้าเท่านั้น เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งนั้น จะต้องตอบโจทย์ของความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับภูมิภาคนี้ให้เข้มแข็งขึ้น นำไปสู่ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ จะต้องพัฒนาความสัมพันธ์จีนอาเซียนให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนให้ภูมิภาค ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เชื่อมโยงกันทั้งการเคลื่อนย้ายการเงิน การลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างกันให้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทายในการสร้างและฟื้นความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างจีนอาเซียน เพราะที่ผ่านมามีเรื่องของประวัติศาสตร์เป็นตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ของภูมิภาคอาเซียน
ดังนั้น หากมีตัวกลางที่คอยช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดีขึ้น และไทยเองก็มีศักยภาพและความเหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่โซ่ข้อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์
เชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะทำให้อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่ถูกจับตามองไม่แพ้กับสหภาพยุโรป (อียู)







