
ชูไทย-อินโดฯรุกเออีซี
คาโอกางแผนผลิต6,400ล้านลงทุน2ประเทศเป็นฐานส่งออก
คาโอกางแผนผลิต6,400ล้านลงทุน2ประเทศเป็นฐานส่งออก
คาโอ เปิดแผนหลัง 50 ปีไทย ลั่น 4 ปีลงทุน 6,400 ล้าน ขยายผลิตไทยอินโดฯ
นายโคไซ ไซโต ประธานกรรมการดูแลสินค้าอุปโภคภูมิภาคเอเชีย อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา คาโอ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงแผนคาโอหลังดำเนินธุรกิจในไทย 50 ปี ว่า แผนคาโอ 4 ปี (2558-2561) จากนี้จะลงทุน 6,400 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตผงซักฟอก ผ้าอนามัย ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก และสินค้าใหม่ๆ อีกทั้งลงทุนสร้างคลังสินค้า รวมทั้งจะสร้างโรงงานแห่งใหม่ พร้อมขยายกำลังผลิตเคมีภัณฑ์ โดยจะลงทุน 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซียและไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าในตลาดอาเซียน ส่งออกสินค้าไปอินโดไชน่าเป็นหลัก มีโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร
ทั้งนี้ การขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนต้องการส่งออกสินค้าไปตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงขึ้น โดยจะเข้าไปทำตลาดเชิงรุกในลาว พม่า และกัมพูชา พร้อมกับเปิดตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ตั้งเป้าส่งออกไปอาเซียนเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือโต 10% ต่อเนื่อง และจะผลักดันให้มีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 15% ในอนาคต ส่วนกำลังผลิตอินโดนีเซียส่วนใหญ่ป้อนตลาดภายในอินโดนีเซียมากกว่าส่งออก เพราะมีประชากรกว่า 200 ล้านคน
“บริษัทแม่คลายความกังวลจากการเมืองไทย เดินหน้าลงทุนขยายผลิตในไทย รองรับตลาดในประเทศโต หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นในครึ่งปีหลัง คาดสินค้าอุปโภคบริโภคจะโต 67% หลังจากปีแรกโตแค่ 3% ประเมินว่าทั้งปีตลาดรวมจะโตได้ถึง 5% และยิ่งมีปัจจัยบวกการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ จะส่งผลดีให้การบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวขึ้น เชื่อปีหน้าตลาดจะเริ่มกลับมาโตเพิ่มขึ้น” นายไซโต กล่าว
สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคอาเซียน ขณะนี้อินโดนีเซียและเวียดนาม อัตราการบริโภคสูงตลาดขยายตัวเร็วกว่าไทย อนาคตอินโดนีเซียจะมีกำลังผลิตสินค้ามากกว่าไทย ขณะที่ตลาดในไทยยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด เพราะการใช้สินค้ายังแตกต่างกับกลุ่มคนเมือง ประชากรชนชั้นกลางมีเพิ่มขึ้น และเริ่มยกระดับมองหาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าราคาสูงขึ้น จึงยังมีช่องว่างให้ทำตลาด ตลาดสกินแคร์วัยรุ่น 20 ปี จะโตสูง คาโอนำสินค้าสกินแคร์ ของใช้เด็กมาจำหน่ายสัดส่วนถึง 30%
นายฮิโรยูกิ คุมาซาว่า ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผน ครึ่งปีหลังจะเปิดตัวผงซักฟอก ผ้าอนามัยใหม่ และยังไม่มีแผนขึ้นราคา สำหรับเป้าหมายหลังเข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทในไทย จะปลุกปั้นมาจิคลีนและลอริเอะขึ้นเป็นผู้นำตลาด ตั้งเป้ารายได้ปี 2558-2561 โตปีละ 67% ส่วนสิ้นปีนี้ตั้งเป้า 1.39 หมื่นล้านบาทตลาดน้ำยาทำความสะอาดพื้น และผ้าอนามัยลอริเอะ จากปัจจุบันรั้งอันดับสอง มีส่วนแบ่ง 40% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของคาโอ 15% ของตลาดโดยรวม
“เราหวังว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จะเข้ามาดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านกรมศุลกากร เพื่อสร้างมาตรฐานให้ดีขึ้น ให้ผู้นำเข้าสามารถนำเข้าสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต้องนำเข้าสินค้ามาเป็นจำนวนมาก” นายคุมาซาว่า กล่าว
ขณะที่การลงทุนขยายกำลังผลิตเคมีภัณฑ์ในไทย ต้องดูการขยายตัวของอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วย อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ และการก่อสร้าง สำหรับผลประกอบการบริษัทระหว่างปี 2558 – 2561 ตั้งเป้ามีอัตราเติบโต 67% ทุกปี โดยสิ้นปีนี้วางเป้าหมายรายได้ 1.39 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราเติบโต 78% ในช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 6 % เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3% แบ่งเป็นรายได้ สินค้าอุปโภคบริโภค 70% และเคมีภัณฑ์ 30% โดยปีที่ผ่านมาบริษัทโต 67% หรือมีรายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท







