
บล.บัวหลวงแกร่ง ครองเครดิตA ได้แม่หนุนเต็มที่
โพสต์ทูเดย์
— ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิต บล.บัวหลวง ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” ในฐานะลูกรักธนาคารกรุงเทพ ขยายธุรกิจหลากหลายบริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศผลการจัดอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) ที่ระดับ
“A” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” โดยได้รับการปรับเพิ่มสถานะจากเครดิตเฉพาะของบริษัทในฐานะบริษัทลูกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านการเงินและธุรกิจแก่บริษัทนอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงคณะผู้บริหารที่มีความสามารถ รวมถึงแหล่งรายได้ที่กระจายตัวในธุรกิจที่ไม่ใช่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนความยืดหยุ่นทางการเงินที่เพียงพอ และสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความไม่แน่นอนของตลาดหลักทรัพย์ไทย และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจหลังจากการเปิดเสรีบางส่วนในธุรกิจนายหน้า และภาวะผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจและฐานะการเงินของบริษัทในอนาคต
แนวโน้มอันดับเครดิต
“คงที่” สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้ง ว่า บล.บัวหลวง จะสามารถรักษาสถานะการเป็นบริษัทลูกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของธนาคารกรุงเทพต่อไปได้ และบริษัทยังสามารถสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่นอกเหนือจากธุรกิจนายหน้า โดยเฉพาะจากธุรกิจวาณิชธนกิจ และนโยบายการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน) และการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีของบริษัท (พอร์ต) ที่ระมัดระวังต่อไป“
แม้ธุรกิจหลักทรัพย์จะมีความผันผวน แต่ บล.บัวหลวง ก็สามารถรักษาระดับกำไรสุทธิที่มีเสถียรภาพในช่วงปี 25472552 โดยมีผลกำไรสุทธิต่อปีในระดับ 100200 ล้านบาท บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยที่ระดับ 1618% ในช่วงปี 25482550 ก่อนจะลดลงมาที่ระดับ 9.7% ในปี 2551 เนื่องจากภาวะวิกฤตในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็เพิ่มขึ้นเป็น 16% ในปี 2552” ทริสเรทติ้ง กล่าวปัจจุบัน บล.บัวหลวง มีคำสั่งซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศผ่านบริษัทคู่ค้าต่างประเทศ คือ มอร์แกน สแตนเลย์ เอเชีย (MSAL) ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 3.97% ในปี 2551 จากปี 2549 อยู่ที่ 3.54% และในปี 2552 มีสัดส่วนของการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์คิดเป็น 13% ส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.08% ในปี 2552 โดยอยู่ในลำดับที่ 8 จากบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 38 แห่ง แต่บริษัทยังคงมีรายได้หลักจากลูกค้ารายย่อยซึ่งมีปริมาณซื้อขายประมาณ 6070%







