
ดัน‘กองทุนภาคบังคับ’เกิด
มนุษย์เงินเดือนมีเงินใช้หลังเกษียณ‘วรวรรณ’ชี้ความสุขที่แท้จริงปชช.
มนุษย์เงินเดือนมีเงินใช้หลังเกษียณ‘วรวรรณ’ชี้ความสุขที่แท้จริงปชช.
หน่วยงานตลาดทุนเร่งผลักดัน “กองทุนบำนาญภาคบังคับ” เกิด หวังมนุษย์เงินเดือนมีเงินหลังเกษียณ
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อผลักดันให้เกิดกองทุนบำนาญภาคบังคับสำหรับมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานอิสระ เพื่อมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณ
เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีเพียงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นภาคสมัครใจและมีบริษัทจำนวนไม่มากที่จัดตั้งกองทุน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ สังคม และเศรษฐกิจ
“หากไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอนเกษียณ มนุษย์เงินเดือนจะได้เงินจากกองทุนชราภาพจากประกันสังคมไม่กี่พันบาทและเบี้ยยังชีพชราภาพจากรัฐ 600 บาทต่อเดือน ต่างจากข้าราชการที่ได้รับขั้นต่ำ 9,000 บาท/เดือน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำ ซึ่งอาจเริ่มจากจำนวนเงินไม่มาก เริ่มต้นเพียง 3% หรือ 5% แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็ได้” นางวรวรรณ กล่าว
สำหรับเงินออมสำหรับใช้หลังเกษียณผ่านกองทุน RMF รวมถึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งปัจจุบันมีคนลงทุนประมาณ 1 ล้านคน จากจำนวนแรงงาน 30 กว่าล้านคน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อย ขณะที่การจัดตั้งกองทุนบำนาญภาคบังคับรัฐไม่ต้องจ่ายเงินเข้ามาในกองทุน แต่จะเป็นเงินของนายจ้างและลูกจ้างที่สะสมเข้ามา
“เราต้องเรียกร้องให้กองทุนบำนาญภาคบังคับเกิดในช่วงนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าทำ เพราะเกรงใจภาคเอกชน ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะปัจจุบันแรงงานเริ่มขาดแคลน หากบริษัทเอกชนมีสวัสดิการที่ดีน่าจะช่วยรักษาแรงงานไว้” นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าว
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้กองทุนบำนาญภาคบังคับเกิดได้เร็วหรือช้าคงขึ้นอยู่กับภาครัฐ หากเห็นประโยชน์และร่วมสนับสนุนอย่างจริงจัง นี่คือความสุขที่แท้จริงของประชาชน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) สำรวจ 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าประเทศไทยมีเงินสำหรับไว้ใช้ยามเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยที่สุด โดยมีสัดส่วนเพียง 10% ของแรงงานทั้งระบบ ขณะที่ออสเตรเลียมี 94% ฮ่องกง 71% นิวซีแลนด์ 90% สิงคโปร์ 97% เกาหลีใต้ 35% และมาเลเซียสูงสุด 125%
ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีประมาณ 3540 บริษัท โดยบริษัทใน SET50 มีเพียง 1 บริษัทที่ยังไม่มี
นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนยังกล่าวถึงผลการหารือร่วมกับกรมสรรพากรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับคำยืนยันจากอธิบดีกรมสรรพากรว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะยังคงให้สิทธิภาษีเช่นเดิม ส่วนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะปล่อยให้หมดสิทธิประโยชน์ภาษีในปี 2559 ตามเดิม แต่จะมีการต่ออายุหรือไม่นั้นยังไม่ได้สรุป ซึ่งสมาคมก็ได้ยื่นข้อมูลไปให้พิจารณาแล้ว







