
ศก.ไทยเหมือนฟ้าหลังฝนรัฐต้องกระตุ้นให้เดินได้
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรปาฐกถา "ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน" ในงาน โพสต์ทูเดย์ เอ็กซ์โป 2014 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรปาฐกถา "ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน" ในงาน โพสต์ทูเดย์ เอ็กซ์โป 2014 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน โพสต์ทูเดย์ เอ็กซ์โป 2014 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เรื่อง “ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน” ระบุว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือนฟ้าหลังฝน ที่ผ่านมาเราเผชิญกับฝนตกอึมครึมมานาน 6-7 เดือน หลังจากนั้นก็มีคนแต่งชุดสีเขียวมาออกกำลังกาย ทำให้ท้องฟ้าหายมืด
อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนครั้งนี้แตกต่างจากการยึดอำนาจที่ผ่านมา ที่จะมีการแต่งตั้งรัฐบาลบาลภายใน 1 เดือน แต่ครั้งนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเหตุผลหลายอย่างที่ยังไม่แต่งตั้งรัฐบาล ทั้งการสะสางปัญหาต่างๆ การดำเนินการให้ทุกคนที่ทำอาชีพสุจริต ไม่ต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางเหมือนที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่ คสช.ก็ได้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลายด้าน คือ
ประการแรก คือ การคลี่คลายปมปัญหาต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 9 หมื่นล้านบาท การรีบจ่ายเงินดังกล่าว มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมาก เพราะสำรวจแล้วชาวนาที่เอาข้าวมาจำนำได้ไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) หลายคนคิดว่าจะได้เงินจำนำข้าว ก็ไปเป็นหนี้ผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ฉะนั้น เงินที่จ่ายให้ 9 หมื่นล้านบาท สำหรับชาวนานับล้านคนไม่ให้เป็นหนี้ ขณะที่รถปิคอัพ รถมอเตอร์ไซค์ เริ่มเก็บเงินที่ชำระหนี้ได้ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านหนึ่ง
ประการต่อมา การแก้ไขใบอนุญาต รง.4 หรือใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมในการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อนวันที่ทหารจะออกมา มีเรื่องรง.4 ค้างอยู่ถึง 591 โรงงาน ไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ เมื่อมีการเร่งแก้ปัญหา มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์บางข้อ ขณะนี้ทั้ง 591 โรงงานได้รับใบรง.4 หมดแล้ว
นอกจากนี้ ยังการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้ก่อนหน้านี้ที่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ไม่สามารถอนุมัติคำขอของนักลงุทนทั้งในและต่างประเทศกว่า 4,000 ราย คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 7 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ ได้มีการประชุมคณะกรรมการบีโอไอไปแล้ว 2 ครั้ง อนุมัติเงินลงทุน 1.7 แสนล้านบาท และคาดว่าประชุมอีก 4-5 ครั้ง จะสามารถอนุมัติวงเงินที่ค้างอยู่ได้หมด
ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการทยอยใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2557 ที่คั้งค้างมา ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 มีอัตราการเติบโตอย่างน้อย 2-4%
ในด้านภาคเอกชน ก็พบว่า มีการคลี่คลายในทางที่ดี โดยเฉพาะตลาดหุ้น ที่ปกติเมื่อมีการปฏิวัติ ดัชนีตลาดหุ้นจะตกฮวบ แต่คราวนี้กลับขึ้นตลอด และตลอด 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมา แม้ว่าต่างประเทศจะขายหุ้น ทำให้เงินไหลออก แต่ดัชนีหุ้นก็ยังขึ้น แสดงว่าคนไทยมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทำให้หุ้นขึ้นมาตลอด เพราะเมื่อต่างประเทศขาย คนไทยก็ซื้อ แรงซื้อของคนไทยมากกว่าต่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขณะเดียว ช่วงที่ประเทศไทยเผชิญฝนตกมานาน 6 เดือน สถิติการโอนอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาเหตุจะมาจากอสังหาริมทรัพย์ ทั้งวิกฤตในฮ่องกง เมื่อปี 2526 วิกฤตญี่ปุ่นและสวิส ในปี 2534-35 รวมทั้งวิกฤตของไทยในปี 2540 ครั้งนี้จึงน่ากลัว เพราะถ้ายอดโอนอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างหนัก จะทำให้บริษัทอสังริมทรัพย์เกิดปัญหากระแสเงินสดติดลบ แต่หลังจากที่ทหารออกมา สถิติการโอนอสังหาริมทรัพย์ก็กลับมา ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เริ่มดีขึ้น จึงน่าสบายใจว่าโอกาสการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไม่มีแล้ว
นอกจากนี้ ยังปัญหาเรื่องแรงงาน ที่เกิดจากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสำรวจเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา แล้วพบว่า ไทยมีปัญหาการใช้แรงงานเด็ก และการถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ซึ่งพบจำนวนไม่มาก แต่ไทยต้องแก้ไข และให้เวลาไทยแก้ไขมา 4 ปีแล้ว แต่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการแก้ไข เมื่อองค์กรระหว่างประเทศกลับมาสำรวจอีกครั้ง ก็พบว่า สภาพทุกอย่างเหมือนเดิม อาจะเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็เล็กน้อย ทำให้ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เมื่อคสช.เข้ามาจึงเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ โดยองค์กรระหว่างประเทศให้เวลา 9 เดือนเพื่อให้ไทยแก้ปัญหา ซึ่งไม่น่าห่วงแล้ว และหากแก้ได้ ต่อไปการค้าขายของไทยก็จะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรายังต้องมีการเตรียมการด้านต่าง ๆ สำหรับอนาคตด้วย เพราะถ้าเราไม่เคลื่อนไหวอะไรสำหรับอนาคต นักลงทุนก็จะหมดไป โดยสิ่งที่ คสช.ได้ทำแล้วคือ การจัดงบประมาณปี 2558 เพื่อให้ใช้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557 ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่าเสร็จทันใช้แน่
นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คงจำได้ว่ารัฐบาลที่แล้วจะใช้วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดความหวังของคนจะหมด เพราะใน 2 ล้านล้านบาท มีของดีอยู่เยอะ โดย คสช.ได้อนุมัติ ด้วยการเลือกของดีสำหรับประเทศชาติ คือระบบรถไฟฟ้าในกทม.ทุกสาย ระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมเมืองและเมืองบริวาร เช่น ตลิ่งชัน รังสิต โครงการรถไฟรางคู่ที่จะปรับปรุงระบบขนส่งของไทย เพื่อรองรับการขนส่งอาเซียน ที่ไทยมีจุดเด่นในการเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางอาเซียน การที่คสช.ประกาศว่าจะทำโครงการเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าดีใจ เพราะเอกชนรออยู่ เป็นความหวังอย่างหนึ่ง
สำหรับโครงการที่เพิ่งเริ่ม คือ การเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 หรือคือวันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่เหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีครึ่ง ที่มีการเตรียมการช้า โดยขณะนี้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล ซึ่งจะทำให้ไทยไม่มีใครสู้ได้ในอาเซียน เออีซีนั้นเป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อไทย เพราะการผลิตเพื่อการค้าไทยเราเก่งที่สุด
ทีนี้มาถึงเรื่องที่หากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ควรจะต้องเร่งทำอะไรบ้าง
เรื่องแรกคือ เออีซี เพราะเออีซีไม่ได้มีแง่มุมด้านการค้าอย่างเดียว แต่มีการลงทุนด้วย โดยเฉพาะการขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนักลงทุนไทยได้บุกไปแล้วทั้งบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
เรื่องต่อมา คือเรื่องข้าว ที่ก่อนหน้านี้ข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อเดือนก.พ. 2557 ได้มีการจ่ายเงินจำนำข้าว 9 หมื่นล้านบาทแล้วเมื่อเดือนพ.ค. 2557 ถัดมาเป็นข้าวนาปรัง ที่ไม่ใครช่วยอะไรชาวนา และกำลังจะมีข้าวนาปี ออกมาในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. ประมาณ 15-16 ล้านตัน ซึ่งเห็นว่า ควรมีความช่วยเหลือชาวนา แต่ไม่ใช่การรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายมโหฬาร และชาวนาได้เพียงส่วนเดียว และยังมีคนเกาะหลังกินผลประโยชน์อีก
การช่วยชาวนานั้น เห็นว่า ถ้าราคาข้าวยังตก เหลือตันละ 6-7 พันบาท ก็ควรช่วยให้ชาวนาได้ตันละ 9 พันบาท เพราะถ้าไม่ช่วย รายได้ต่อไร่ของชาวนาจะต่ำกว่าชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลัง และชาวไร่ปาล์มน้ำมัน ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น
ฉะนั้น ถ้าชาวนาขายข้าวได้ต่ำกว่า 9 พันบาท ก็ต้องช่วยให้ได้ 9 พันบาท ซึ่งเชื่อว่า คสช. หรือรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาจะช่วยแน่ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ทำให้ชนบทมีกำลังซื้อ ส่งผลดีทั้งต่อสินค้าอุปโภคของบริษัท สหพัฒนพิบูลย ยอดขายมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ รถปิคอัพ ขายดี จึงหวังว่า ก่อนที่ชาวนาจะเก็บเกี่ยวข้าวนาปี รัฐบาลจะมีมาตรการออกมา โดยไม่ให้ใครเกาะหลังกินผลประโยชน์ของชาวนา และอยู่ในงบประมาณที่รับได้ การดูแลให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดดี จะทำให้ทิศทางเศรษฐกิจต้นปีดีตามไปด้วย จากกำลังซื้อของชนบท
เรื่องต่อมาคือ รัฐบาลใหม่ต้องหยิบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟเชื่อมเมืองบริวาร มาดู และไม่ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐในการก่อสร้างทั้งหมด เพราะรัฐบาลไม่มีรายได้พอ หากใช้งบประมาณทั้งหมด จะทำให้โครงการล่าช้า ไม่ต่ำกว่า 10 ปี
ฉะนั้น รัฐบาลชุดใหม่ต้องแยกโครงการออกมา โดยโครงการที่ไม่มีรายได้ เช่น ถนน ก็ให้ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง
ส่วนโครงการที่มีกำไรแน่ และกำไรดี เช่นรถไฟฟ้าเชื่อมเมืองบริวาร ก็ให้ใช้เงินของภาคเอกชน ซึ่งมีหลายรูปแบบ จะให้ 100% ก็ได้ ผ่านการประมูล หากเป็นโครงการที่ได้กำไรพอสมควร ก็ให้ใช้เงินผสมระหว่างของรัฐกับเอกชน
วิธีนี้จะทำให้การก่อสร้างโครงการทำได้เร็ว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นเร็ว อสังหาริมทรัพย์ก็จะดี สามารถเดินหน้าได้ ซึ่งหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
สรุปคือ รัฐบาลต้องจุดประกายให้เศรษฐกิจเดินได้ โดยผ่าน 1.ให้ชาวนาในชนบทมีกำลังซื้อ ทำให้ต้นปีเศรษฐกิจเดินได้ 2.โครงการต่าง ๆ ต้องมีเงินลงทุน และลงทุนได้มากกว่า 1 โครงการ ซี่งจะทำให้อสังหาริมทรัพย์ได้ผลดีตดตามมา ขณะที่ฝ่ายการเงินก็ต้องเตรียมไว้ เพราะเงินที่มาจากภาคเอกชนไม่ใช่มาจากเงินทุน แต่มาจากสินเชื่อประเภทต่าง ๆ เช่น อินฟราสตรัคเจอร์ฟนด์ หรืออะไรก็ตาม และมาจากเอกชนทั้งในประเทศ หรือต่างประเทศก็ได้ โดยไทยยึดนโยบาย Free Capital Flow คือเงินทุนต้องไหลเข้าออกเสรี ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเงินไหลเข้ามาโดยตลอด







