
จลาจลไทยยืดเยื้อ2ปีชงไตรรงค์หาทางวันนี้
โพสต์ทูเดย์
— เอกชน นักวิชาการ หวั่นความไม่สงบเกิดขึ้นซ้ำยาว 2 ปี ชงมาตรการเชิงป้องกันและเยียวยาให้ไตรรงค์ 27 พ.ค.นี้นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังเสวนาระดมความคิดเห็น
“ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ความไม่สงบ” ว่า จากการระดมความเห็นที่ประชุม มองปัญหาการเมืองขณะนี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไข และคาดว่าจะมีปัญหาในลักษณะนี้นานไปอีก 2 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวทั้งนี้ ภาคเอกชนรวมทั้งนักวิชาการจะนำเสนอมาตรการแก้ปัญหา รวมทั้งมาตรการเชิงป้องกันต่อนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เนื่องจากมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก เช่น ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมต้องรับผิดทางแพ่งเพิ่มเติมจากอาญา ปรับปรุงกลไกทางราชการในการป้องกันระงับเหตุ ป้องกันการขายสินค้าประเภทเชื้อเพลิง หามาตรการลดความเดือดร้อนจากการประกาศใช้เคอร์ฟิว เช่น การขนส่งสินค้าที่จำเป็นต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนป้องกันเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น การประกาศเคอร์ฟิว ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจค่อนข้างมาก ทั้งการผลิตและขนส่งสินค้า ที่จำเป็นต้องเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง
มีมาตรการป้องกันการค้าขายสินค้าประเภทเชื้องเพลิง ก๊าซหุงต้ม น้ำมัน ไม่ให้นำไปใช้ในทางที่เสียหายต่อบ้านเมือง ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมให้มีความผิดทางแพ่ง นอกเหนือจากความผิดทางอาญา รวมทั้งปรับปรุงกลไกลทางราชการให้มีการป้องกันระงับเหตุ เช่น การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เป็นต้น เพราะการที่มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมค่อนข้างมาก เกิดจากการได้รับข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง
“
ด้านมาตรการปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาลมองว่ายังไม่เพียงพอ บางข้อยังเป็นนามธรรมแตะต้องไม่ได้ จึงกังวลว่าปัญหาจะกลับมาอีก เพราะต้นเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องการให้รัฐบาลปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และปฏิรูประบบการเมือง และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” นายธนิต กล่าวสำหรับมาตรการด้านการเยียวยาผู้ประกอบการต้องมีเม็ดเงินที่เพียงพอ และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงจุด โดยพิจารณาจากรายได้ที่เสียหายไป ส่วนการฟื้นฟูภาคการค้าปลีกต้องเน้นการกอบกู้อุปสงค์และอุปทานอย่างเป็นระบบ เพราะหากประชาชนยังคงมีความวิตกกังวลและขาดความเชื่อมั่นจะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศขอให้มีการจัดประชาสัมพันธ์ มีมาตรการลดแลกแจกแถมให้แก่นักลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างขาติให้กลับเข้ามา
ขณะที่การตั้งกองทุน 1 หมื่นล้านบาท จะเสนอให้มีการจัดตั้งในรูปแบบการออกพันธบัตร หรือกองทุนเปิด โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ และมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณจากภาษีของประชาชน
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตขึ้นได้ต้องมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อไตรมาส แต่ยังเป็นกังวลอยู่ว่าในไตรมาส 2 จีดีพี จะกลับมาอยู่ที่ระดับนี้ได้หรือไม่ ซึ่ง 2 ตัวแปรที่รัฐบาลจะต้องพิจารณา คือ พฤติกรรมผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์ของประชาชน ถ้ายังระแวงคงไม่กล้าใช้จ่าย จะส่งผลต่อจีดีพีทั้งระบบ เพราะเป็นตัวแปรสำคัญในการกอบกู้ความต้องการผู้บริโภค หากบริหารไม่ได้ ปล่อยให้ประชาชนอยู่ในความหวาดระแวง ไม่จับจ่ายใช้สอย จะส่งผลต่อจีดีพีทั้งระบบได้







