
โรงแรมสมุยเร่ขายกิจการ
เศรษฐกิจซบขาดสภาพคล่องหนักทุนมาเลย์สิงคโปร์สนกว้านซื้อ
เศรษฐกิจซบขาดสภาพคล่องหนักทุนมาเลย์สิงคโปร์สนกว้านซื้อ
โรงแรมขนาดกลางสมุย ประกาศขายกิจการ ขาดสภาพคล่องหนัก ทุนมาเลย์ สิงคโปร์ กว้านซื้อ ขอภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นท่องเที่ยวในจังหวัดครั้งใหญ่
นายสุทัศน์ เลิศมโนรัตน์ ประธานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจการท่องเที่ยวในเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ในภาวะชะลอตัว เพราะยอดนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศปรับตัวลดลง 1020% กระทบต่อธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ ทำให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่อง และมีโรงแรมขนาดกลางต้องประกาศขายกิจการไปแล้ว
สำหรับการประกาศขายกิจการของโรงแรมขนาดกลาง มีจำนวนหลายแห่ง เพราะไม่สามารถแบกรับกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จึงเจรจากับสถาบันการเงินเรื่องขายกิจการ หรือต้องการหาพันธมิตรมาร่วมทุน โดยส่วนใหญ่ก็จะมีกลุ่มทุนจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ สนใจเข้าซื้อกิจการโรงแรมไทย แต่ทั้งนี้ โรงแรมขนาดกลางที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องควรเจรจากับสถาบันเรื่อง ผ่อนชำระหนี้และยืดหนี้ออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าธุรกิจโรงแรมจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาส 4 นี้ เพราะจะเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ ออกมารวดเร็ว
“ในช่วงไตรมาส 3 นี้ เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวในพื้นที่ และที่ผ่านมาจะได้ลูกค้าในประเทศเข้ามาท่องเที่ยวทดแทนลูกค้าต่างชาติที่หายไปได้ แต่ในปีนี้พบว่านักท่องเที่ยวในประเทศก็ปรับตัวลดลง เพราะระมัดระวังใช้จ่ายเงินเช่นเดียวกัน” นายสุทัศน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่อยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาครัฐ ออกนโยบายท่องเที่ยวราคาพิเศษ จัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดท่องเที่ยวในพื้นที่กลับมาเติบโตรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ในภาวะชะลอตัวลง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตร ได้แก่ ยางพารา มีราคาประมาณ 50 บาท/กิโลกรัม และปาล์มมีราคา 3 บาท/กิโลกรัม ถือว่าราคาอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่มีกำไร โดยภาคเกษตรเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ดังนั้น ในปีนี้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในพื้นที่จะอยู่ที่ 2% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 34% จึงอยากให้ คสช.มีนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม โดยไม่ใช่นโยบายประชานิยม







