
เก็งกำไรยุค คสช.
ทำไมราคาที่ดินของไทยจึงสูงขึ้นผิดปกติในบางพื้นที่ เช่น ใจกลางกรุงเทพฯ ราคาพุ่งสูงเกินกว่า 1 ล้านบาท/ตารางวา (ตร.ว.) สูงเกินกว่าจะซื้อเอาไปทำอะไรได้จึงจะคุ้ม ดังมีคนเสียดสีว่า ที่ดินราคาแพงเช่นนี้ “วิธีทำให้คุ้ม ก็ต้องไปทำธุรกิจต้องห้าม” เช่น ขายยาเสพติด
ทำไมราคาที่ดินของไทยจึงสูงขึ้นผิดปกติในบางพื้นที่ เช่น ใจกลางกรุงเทพฯ ราคาพุ่งสูงเกินกว่า 1 ล้านบาท/ตารางวา (ตร.ว.) สูงเกินกว่าจะซื้อเอาไปทำอะไรได้จึงจะคุ้ม ดังมีคนเสียดสีว่า ที่ดินราคาแพงเช่นนี้ “วิธีทำให้คุ้ม ก็ต้องไปทำธุรกิจต้องห้าม” เช่น ขายยาเสพติด
ที่ญี่ปุ่นในย่านใจกลางเมือง Tokyo ใน 20 กว่าปีที่ผ่านมาราคาที่ดินในชินชูกุได้ชื่อว่าแพงที่สุดในโลก ทำอะไรก็ไม่คุ้มก็เลยทิ้งไว้เป็นอาคารเก่าๆ ดั้งเดิมเหมือนห้องแถวในเยาวราชปัจจุบัน ตั้งราคาขายห้องละ 20-30 ล้านบาท 14 ตร.ว. มีตึกเก่าๆ 4 ชั้น ถ้าคิดแต่ราคาที่ดินก็ร่วม 2 ล้านบาท ซื้อไปทุบทิ้งทำใหม่ก็ต้องเว้นหน้าหลังไม่เหลือที่ให้ก่อสร้าง
แต่ที่ดินยุค คสช. “เกิดจากความคาดหวัง” ว่านโยบายของรัฐจะก่อสร้างถนนหนทาง สร้างขนส่งมวลชน สร้างสาธารณูปโภค ต่อจากรัฐบาลชุดเดิม พร้อมๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ที่ดินที่เคยอยู่ไกลปืนเที่ยงเกิดปั่นราคาขึ้นมา เช่น โครงการรถไฟหัวจรวดจากจีน มุ่งให้ผ่านพิษณุโลกที่นักธุรกิจเรียกว่าเป็น “เมืองสี่แยกอินโดจีน” นักเก็งกำไรที่ดินก็แห่ไปซื้อที่ดินล่วงหน้า
การ “กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร” เป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง พอโครงการรัฐถูกชะลอตัวไป นักเก็งกำไรที่ดินที่วางมัดจำไว้ก็ขาดทุน บางคนไปไกลกว่านั้น จะฟ้องรัฐว่าให้ข่าวเท็จจนคนเก็งกำไรขาดทุน
การเก็งกำไรใน “ภาคธุรกิจถือว่าเป็นโอกาส” ช่องทางค้าขายปกติ แต่ด้านเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าเป็นการ “สร้างราคาในอนาคตเกินจริง” มีการเก็งกำไรมากๆ ก็จะเกิดเงินเฟ้อ เช่น Condo ในกรุงสมัยน้าชาติเก็งกำไรกันจนหมดตัวมาแล้ว คราวนี้เริ่มเก็งกำไรสมัย คสช.กันอีกด้วยความเชื่อมั่นว่า คสช.จะออกมาบุกต่อด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเปิดพื้นที่ใหม่ๆ เป็นการเก็งกำไรในที่ดิน
ในต่างประเทศ “การเก็งกำไรนั้นผิดกฎหมาย” เช่น เก็งกำไรหรือปั่นหุ้น คือ “เก็งยังไม่พอ” ยังสร้างราคาด้วย ขบวนการยกระดับจาก “เก็งเป็นปั่น” แต่ก็จับไม่ได้สักที ในอังกฤษมีกฎหมายเรียกว่า “Capital Gain Tax” ถ้าซื้อมาและขายไปในระยะเวลาสั้น ส่วนต่างต้องจ่ายภาษีสูง “เช่น 50% ของส่วนต่าง” ให้รัฐ เรียกว่า “ภาษีส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น” แต่ถ้าซื้อมาเป็นสมบัติระยะเวลานาน เช่น เกิน 510 ปีขึ้นไป ภาษีส่วนต่างก็จะน้อยลงตามลำดับ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เกิดความเป็นธรรมขึ้นมิใช่ให้ผลประโยชน์ตกแก่นักเก็งกำไรไปทั้งหมด
ถ้ารัฐไม่หันมาดูเก็งกำไรระยะนี้ หลัง AEC เปิดน่าเป็นห่วงว่าต่างชาติเริ่มนำเงินทุนมาเก็งกำไรในที่ดินผ่านนอมินีกันมากขึ้น เพราะกำไรสูงกว่าฝาก Bank นอกจากภาษีอสังหาฯ (Property) แล้วก็น่าจะหันมาดูเรื่อง Capital Gain Tax ด้วยก็จะดี ที่ดินเมืองไทยจะได้ราคาไม่ติดเพดานปล่อยเป็นที่ว่างเพราะซื้อไปก็เปล่าประโยชน์







