posttoday
ของขวัญยกเครื่องใหญ่ผนึก6ประเทศรับเมดิคอลฮับ

ของขวัญยกเครื่องใหญ่ผนึก6ประเทศรับเมดิคอลฮับ

25 กรกฎาคม 2557

จากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นเมดิคอลฮับของเอเชียในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ ของขวัญ คลินิก เดินหน้ารีแบรนดิ้งครั้งใหญ่

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

จากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นเมดิคอลฮับของเอเชียในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ ของขวัญ คลินิก เดินหน้ารีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ ผนึกสถาบันความงาม 6 ประเทศ ดึงความเชี่ยวชาญปลุกปั้นแบรนด์ ชูจุดแข็ง ทรีตเมนต์กึ่งศัลยกรรม บุกทั้งในไทยและสยายปีกเปิดตลาดอาเซียนในปีหน้า

พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ วินธุพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ของขวัญ คลินิก เวชกรรม ผู้ดำเนินธุรกิจคลินิกความงาม ของขวัญ คลินิก เปิดเผยว่า จากการดำเนินธุรกิจคลินิกของขวัญมาร่วม 8 ปี กระทั่งมีสาขาทั้งหมด 14 สาขา จากนี้ไปบริษัทวางแผนรีแบรนดิ้งของขวัญครั้งใหญ่ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ โดยผนึกความร่วมมือกับสถาบันความงาม 6 ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญความงามแต่ละด้านมารวมกันในศูนย์ “Cosmetic Medical Service First in Asia” ที่สาขาทองหล่อ ซึ่งจะเผยโฉมสาขาใหม่ในเดือน พ.ย.นี้

สำหรับการผนึกความร่วมมือ 6 ประเทศ ประกอบด้วย เกาหลีใต้ เป็นเจ้าแห่งนวัตกรรม เครื่องมือ โดยร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน 20 แห่ง และเยอรมนี โดดเด่นเซลล์บำบัด จับมือร่วมกับวิลล่า เมดิก้า ทั้งสองประเทศเน้นส่งลูกค้าที่ต้องการรักษาในต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนอีก 4 ประเทศ จะร่วมมือทางด้านนำนวัตกรรมมาใช้ภายในศูนย์บริการ ได้แก่ อิตาลี จับมือร่วมกับไบโอแฮร์ ที่เชี่ยวชาญนวัตกรรมเส้นผม

ขณะที่ฝรั่งเศส จับมือร่วมกับเพอร์เฟคต้า มีความเชี่ยวชาญสารกึ่งสังเคราะห์ อเมริกา ร่วมกับโกลด์เทรด จากความเชี่ยวชาญพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ ส่วนสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีศูนย์กลางการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดแห่งเอเชีย จะจับมือร่วมกับเอวีเซล โดยจะใช้งบ 100 ล้านบาท สำหรับการปรับศูนย์บริการเป็นคอนเซปต์ใหม่ทั้งหมด 14 สาขา และอีก 100 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ 2 สาขา ได้แก่ ที่เอ็มควอเทียร์และสยามพารากอน และปี 2560 จะเริ่มเปิดสาขาต่างจังหวัดที่ประจวบคีรีขันธ์และภูเก็ต

การรีแบรนดิ้งในครั้งนี้ มีปัจจัยจากประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นเมดิคอลฮับเอเชีย หรือเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพในเอเชีย 3 ปีข้างหน้า รวมทั้งยังรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 ที่จะส่งผลให้มีผู้เข้ามาใช้บริการในไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ 1.5 แสนราย โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลาง

“ข้อได้เปรียบศัลยกรรมความงามของไทยคือ ฝีมือประณีต การบริการและดูแลลูกค้าที่ดีเยี่ยม และสิ่งสำคัญคือ ค่าบริการทำศัลยกรรมถูกกว่าเกาหลีถึง 60%” พญ.ของขวัญ กล่าว

ขณะที่การขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนนั้น บริษัทวางแผนเปิดธุรกิจฟิลิปปินส์ ร่วมมือกับวิลล่า เมดิก้า และอินโดนีเซีย ในรูปแบบการร่วมทุน คาดว่าปีหน้าเปิดได้ 2 สาขา หลังจากเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาได้เข้าไปเปิดธุรกิจในลาว 1 สาขา และได้รับการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ยังมีสาขา จ.อุดรธานี และขอนแก่น รองรับลูกค้าตามชายแดนที่มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น

หากเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มซีแอลเอ็มวี พบว่าส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้บริการพื้นฐาน เช่น ทำทรีตเมนต์หน้า เทียบกับคนไทยจะทำศัลยกรรมจมูก ตา และหน้าอก เป็น 3 อันแรกที่คนไทยนิยมมากที่สุด และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า การทำศัลยกรรมคนไทยจะกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนกับการดัดฟัน ขณะที่ตลาดศัลยกรรมผู้ชายกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ

ด้านภาพรวมการแข่งขันคลินิกความงามมีความรุนแรง มีรายใหม่เข้ามาธุรกิจ โดยเฉพาะดารา ส่งผลให้ตลาดมีทั้งการแข่งขันตัดราคา การนำเสนอนวัตกรรมใหม่ รวมทั้งการใช้เซเลบริตี้เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างแบรนด์ จากปัจจุบันตลาดสถาบันความงามมีการเติบโต 20% ต่อเนื่องทุกปี มีมูลค่าตลาดรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยมีคลินิกที่จดทะเบียนเพิ่มจาก 2,000 แห่ง เป็นกว่า 3,000 แห่ง

พญ.ของขวัญ กล่าวว่า ปัจจุบันของขวัญ คลินิก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาด โดยมีผู้เล่นหลักคือวุฒิศักดิ์ นิติพล เมโกะ และของขวัญ รวมกันมีส่วนแบ่งเกิน 50% สำหรับรายได้สิ้นปีวางเป้าหมาย 600 ล้านบาท เติบโต 25% และจากการเปิดศูนย์ Cosmetic Medical Service First in Asia ปีแรกตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าจะมีลูกค้าต่างชาติเพิ่มจาก 10% เป็น 35% และคนไทยจาก 90% เป็น 65% จากสมาชิก 3 หมื่นราย

ก้าวใหม่ของขวัญ คลินิก การรีแบรนด์ดิ้งเพื่อหนีสมรภูมิการแข่งขันตัดราคาอย่างรุนแรง โดยชูบริการวัน สต็อป เซอร์วิส ดึงความเชี่ยวชาญจาก 6 ประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่าง พร้อมกับเน้นการผ่าตัดที่ทำให้ผู้ทำศัลยกรรมเจ็บตัวน้อย และแผลหายเร็ว จะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์ทั้งชาวต่างชาติและคนไทย

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี