
เร่งสปีดลงทุนวิจัยยุทธศาสตร์บูมเศรษฐกิจเอเชีย
กูรูและซีอีโอชั้นนำจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยร่วมชี้ยุทธศาสตร์เอเชียต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาการบริหารจัดการของภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและฉกฉวยโอกาสสร้างการเติบโตในภูมิภาคในงาน “A Journey of Excellence”
กูรูและซีอีโอชั้นนำจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยร่วมชี้ยุทธศาสตร์เอเชียต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาการบริหารจัดการของภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและฉกฉวยโอกาสสร้างการเติบโตในภูมิภาคในงาน “A Journey of Excellence”
คิชอร์ มาห์บูบานี อธิการบดี สถาบันนโยบายสาธารณะลีกวนยิว มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจเอเชียกำลังขยายตัวสูงและกลายเป็นทวีปที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกแทนที่สหรัฐและยุโรป เพราะกลุ่มชนชั้นกลางมีกำลังซื้อสูงและกลายเป็นประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมองว่าอาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมโยงเศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย
จุดอ่อนที่ทำให้เอเชียไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด มาจากไม่สามารถผนึกกำลังเหมือนเช่นยุโรปได้ การประกาศความร่วมมือเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นได้เพียง 7080% เท่านั้น ขณะที่ภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 0% แต่รัฐบาลกลับสร้างกำแพงภาษีรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อกีดกันทางการค้า นอกจากนี้คนเอเชียส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงอำนาจการซื้อกลุ่มชนชั้นกลาง
“สิ่งที่เอเชียควรดำเนินการและผนึกกำลังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางสถาบันการเงิน คือ การสร้างสถาบันทางการเงินเอเชียขึ้นมา เหมือนเช่นยุโรปที่มีธนาคารกลางขึ้นมา ส่วนไทยสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ การสร้างเสถียรภาพการเมือง สร้างกระบวนการปรึกษาหารือเพื่อให้เกิดเป็นมติเอกฉันท์ถึงยุทธศาสตร์ของไทย เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนได้ในระยะยาว” คิชอร์ กล่าว
ทั้งนี้ การบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างรับผิดชอบ เพราะประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยกำลังเสื่อมถอย อาทิ สหรัฐ และยุโรป โดยมองว่ารัฐบาลต้องมี 3 ด้านที่สำคัญ คือ 1.ผู้บริหารประเทศต้องมีคุณธรรม 2.การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบโลกและนำมาประยุกต์ปรับใช้ 3.ผู้นำของประเทศต้องมีความซื่อสัตย์ ซึ่งต้องจับตาผู้นำ 3 ประเทศที่มีความแข็งแกร่ง ได้แก่ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย กับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตเศรษฐกิจ
สตีฟเฟ่น แกลอรี่ ผู้ก่อตั้งสถาบันการจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า การบริหารของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันภาคเอกชนบนโลกเสรีแห่งการค้ามีด้วยกัน 10 ด้าน 1.การจัดบริหารต้องให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสังคม 2.การตัดสินใจต้องเร็วและลงมือปฏิบัติ 3.การมีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่เชื่อมโยงภายในประเทศและระดับภูมิภาค 4.ต้องสร้างจุดขายสำหรับการแข่งขัน 5.การลงทุนเทคโนโลยีพื้นฐานของประเทศ
สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการข้อ 6.สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก 7.กระตุ้นการบริโภคประชากรชนชั้นกลาง เพราะเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ของประเทศ 8.การลงทุนพัฒนาองค์ความรู้ระดับอาชีวะ เพื่อสร้างความสมดุลกลุ่มผู้ที่ต้องใช้ทักษะการทำงานกับบุคลากรระดับผู้บริหารที่ล้นตลาด 9.ศึกษาเทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างตลาดใหม่ และ 10.สร้างวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว สินค้าและบริการ
“หากเอเชียฉกฉวยโอกาสได้จะสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของประเทศให้เชื่อมโยงกับระดับภูมิภาค ต้องเร่งส่งออกไปต่างประเทศมากกว่าจะทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ” แกลอรี กล่าว
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า การแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ บริษัทต่างๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงานในองค์กร และสุดท้ายคือ การปันผลผู้ถือหุ้น แต่สิ่งที่จะทำให้สินค้ามีความแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยต้องลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าเพิ่มขึ้นจากปี 2554 การใช้งบวิจัยและพัฒนาของไทยมีเพียง 0.20.37% ถือว่าน้อยมาก แต่จากนี้คาดจะยังคงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค สิ่งสำคัญคือ องค์กรต้องเร่งความเร็ว เพราะวงจรสินค้าสั้นลงเพียงแค่ 1 ปี สินค้าอาจล้าสมัยไปแล้ว นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี สร้างจุดขายพิเศษและแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งปตท.ใช้งบวิจัยและพัฒนา 4,000 ล้านบาท โดยมีแผนจะเปิดมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนานักวิทยาศาตร์ขึ้นมา
สำหรับสถาบันทางการเงินของมาเลเซีย ดาโต๊ะ ศรี นาเซียร์ ราซัค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มซีไอเอ็มบี (มาเลเซีย) กล่าวว่า 3 เรื่องที่ผู้ประกอบการอาเซียนต้องดำเนินการ คือ 1.การสร้างความได้เปรียบการแข่งขันและความยั่งยืน 2.ปรับโครงสร้างองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง 3.วางระบบการทำงานทีมเวิร์กให้แข็งแกร่ง
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา กล่าวว่า การเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญเราต้องรู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนและจุดแข็ง พร้อมกับนำจุดแข็งมาพัฒนาให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยหยุดนิ่งไป และสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างโอกาสมุ่งขยายตลาดอาเซียน ขณะที่สินค้าไทยต้องสร้างความแตกต่าง ทั้งการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนรัฐบาลต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
หากจะผลักดันให้เศรษฐกิจเอเชียเติบโตก้าวกระโดด ต้องเกิดการผนึกความร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งต่อกรกับยุโรปและสหรัฐเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยและเอเชียกำลังเป็นที่จับจ้องของนักลงทุนที่เข้ามาขุดขุมทรัพย์นั่นเอง







