posttoday
ดัชนีอุตฯเดือนเม.ย.พุ่ง23%

ดัชนีอุตฯเดือนเม.ย.พุ่ง23%

27 พฤษภาคม 2553

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. พุ่ง 23% เหตุจากการส่งออกขยายตัว แต่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 57.9% ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เพราะมีวันหยุดมาก และผลจากการเมือง

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. พุ่ง 23% เหตุจากการส่งออกขยายตัว แต่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 57.9% ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เพราะมีวันหยุดมาก และผลจากการเมือง

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ประจำเดือนเดือนเม.ย. 2553 อยู่ที่ระดับ 179.34 ขยายตัว 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 146.66 ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีแม้จะเป็นช่วงที่มีความไม่สงบทางการเมือง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เตรียมแผนการรองรับไว้ในระดับหนึ่งแล้ว และการส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยยอดการผลิตและจำหน่ายในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แปรรูปสัตว์น้ำ และเหล็ก ยังคงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับเดือนมี.ค. 2553 ที่มีค่าดัชนี 211.73  แล้ว ค่าดัชนีจะติดลบ 15.6% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนเม.ย. อยูที่ระดับ 57.9% ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ย. 2552 เพราะผลจากความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งเดือนเม.ย.เป็นช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก แต่ทิศทางในภาคอุตสาหกรรมโดยรรวมแล้วจะยังขยายตัวได้ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนการผลิตและจำหน่ายขยายตัวถึง 83%และ 73% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการขยายตัวของทุกรถยนต์ทุกประเภท เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดส่งออกยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ผลจากการชุมนุมทางการเมืองเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในประเทศมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ยังเชื่อว่ายอดจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่ายอดจำหน่ายในประเทศทั้งปีจะอยู่ประมาณ 6-7 แสนคัน

ฮาร์ดิสก์ไดร์ฟ การผลิตและจำหน่าย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 43.5% และ 35.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับตัวของผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น จึงส่งผลต่อการขยายตัวของยอดการผลิตและจำหน่าย

ด้านการผลิตอาหารแปรรูปจากสัตว์ การผลิตและจำหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น 31.3% และ 53.8% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ขยายตัวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสินค้าหลัก เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง และเนื้อปลาแช่แข็ง ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลก เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี จึงสามารถรรักษาตลาดหลักที่มีอยู่เดิมและขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ได้เป็ยนอย่างดี

สำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก การผลิตเพิ่มขึ้น 40.9% และจำหน่ายเพิ่มขึ้น  53.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ เป็นไปตามทิศทางการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้าง และโครงการใหญ่ของรัฐบาลในด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในด้านต่างๆมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แม้จะมีเหตุชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็ตาม โดยโครงการหลักยังคงสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องตามนโยบาลรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน